[J-rock] แปล Yoshiki Interview in Style Magazine 2002 #2
posted on 05 Dec 2009 17:19 by glinda in J-rockต่อจาก [J-rock] แปลสัมภาษณ์ Yoshiki in Style Magazine 2002
จาก : http://www.xradicaldreamers.net/xjapan/iv_style.htm
***
คลิปจากงาน Shake hands event ของ YOSHIKI ในปี 2002
(ช่วงนี้ไม่ค่อยดูแลเนื้อตัวเท่าไหร่ โทรมพอใช้
)
K = Komatsu Narumi
Y = YOSHIKI
K : ฮิเดะเสียวันที่ 2 พฤษภาคม 1998 ใช่ไหมคะ ?
Y: ตอนผมได้ยินข่าวตอนแรกนั้น ผมคิดว่ามันต้องเป็นเรื่องโกหกแน่ๆเลยครับ ผมคิดว่าฮิเดะกำลังอำผมเล่นอยู่ แต่เมื่อผมได้ดูข่าวบนเครื่องบินระหว่างที่ไปญี่ปุ่นนั้น ผมก็เข้าใจได้ว่านั่นเป็นความจริง ผมจำอะไรไม่ได้เลยครับ ทันทีหลังจากงานศพผมก็บินมากลับ LA แล้วมานั่งโทษตัวเองอยู่อย่างนั้น ผมคิดในตอนนั้นว่าผมจะไม่กลับไปในวงการณ์เพลงอีกแล้ว
K : คุณรู้สึกหดหู่ใจมากและความทุกข์ของคุณนั้นร้าวลึกจนคุณตัดสินใจที่จะละทิ้งการแสดงดนตรีของคุณ
Y : ครับ ทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งการแยกตัวไปของโทชิและความตายของฮิเดะ เป็นเพราะตัวผมเอง โดยเฉพาะหัวใจของผมแตกสลายลงเพราะความตายของฮิเดะครับ (1)
K : มันแค่ 3 เดือนหลังจากที่ X Japan ยุบวงนะคะ
Y : ผมแทบจะไม่สามารถคิดถึงอนาคตหลังจากที่โทชิจาก X Japan ไป ในตอนนั้นมีแต่ฮิเดะที่พูดกับผมว่าพวกเราจะหานักร้องนำคนใหม่ได้แล้วจะสร้าง X Japan ขึ้นมาได้อีกครั้ง ฮิเดะเป็นกำลังใจให้ผมอย่างเต็มที่ --- การที่ฮิเดะจากไปอย่างกะทันหันอย่างนั้น ผมกลัวว่าผมได้เปลี่ยนแปลงโชคชะตาชีวิตของพวกเขาไป ดังนั้นผมก็เลยหยุดแต่งเพลงสำหรับตัวผมเอง และผมทำแค่โปรดิวซ์ให้กับศิลปินคนอื่นๆ ผมเอาแต่จมอยู่กับอดีต
K : ฉันพบคุณครั้งแรกในเดือนธันวาคม ปี 98 เพื่อสัมภาษณ์ คุณดูซูบผอมและเศร้ามากๆ คุณคิดอะไรเกี่ยวกับอนาคตไม่ได้เลย
Y : ผมต้องไปรับการบำบัดจิตใจครับ แต่ผมก็ดื้อกับนักบำบัดจิตเพราะว่าเขาพูดว่าเขาไม่เข้าใจความทุกข์ของผมครับ ผมไม่ค่อยจะกลับไปญี่ปุ่นเพราะว่าผมกลัวที่จะคิดถึง X Japan
K : การสัมภาษณ์ครั้งนั้นประทับใจฉันมากค่ะ ฉันรู้สึกอ่อนไหวไปกับคุณด้วย ฉันเข้าใจได้ว่าคุณทุกข์ทรมานมากแต่คุณยังคงมีความรักอันแรงกล้าในดนตรีอยู่ ฉันได้รับความประทับใจอย่างลึกซึ้งว่าคุณเป็นบุคคลที่ช่างอ่อนโยนและได้รับรู้ถึงความรักที่คุณมีต่อคุณพ่อของคุณที่เสียไปตอนที่คุณอายุ 9 ขวบ ฉันเข้าใจได้จริงๆถึงรากฐานของความรุนแรงของ X ที่มาจากความอ่อนโยนของคุณ
Y : ผมก็รู้สึกมีความสุขจริงๆตอนที่คุณได้สัมภาษณ์ผมในตอนนั้นด้วยครับ ผมสำนึกได้ว่าผมก็ยังคงมีชีวิตอยู่โดยการได้พูดคุยกับคุณในสิ่งที่ผมไม่เคยได้พูดกับใครมาก่อน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงได้มีความคิดที่ขอให้คุณมาเป็นผู้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติของผมในตอนที่ผมเริ่มคิดว่าจะเริ่มงานโปรเจคใหม่และกลับไปเล่นบนเวทีอีกครั้ง
K : ฉันประหลาดใจมากค่ะตอนที่ได้รับข้อเสนอให้เขียนอัตชีวประวัติของคุณเมื่อปีที่แล้ว คุณพูดว่า “ผมอยากจะบอกทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตของผม ผมอยากจะลากเส้นจากอดีตสู่อนาคตของผมเข้าด้วยกัน แล้วผมอยากจะเริ่มต้นใหม่จากงานเขียนของคุณ” คุณรักษาทุกอย่างเป็นความลับ- วันเกิดของคุณ ชื่อจริงของคุณ และบ้านเกิด
Y : ผมอยากจะเกิดใหม่อีกครั้งด้วยการเล่าเรื่องวันเวลาหลังจาก X Japan ยุบวงและความตายของฮิเดะ รวมถึงวัยเด็กของผมที่ผมไม่เคยได้เล่าอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก
K : ทำไมคุณคิดอย่างนั้นล่ะคะ ?
Y : ผมอาจจะอยากจะเห็นตัวผมเองโดยการบรรยายเรื่องเกี่ยวกับตัวผมผ่านคุณ แล้วผมคิดว่าผมจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ การสัมภาษณ์ในเดือนธันวาคม ปี 98 เป็นประสบการณ์ใหม่และประทับใจผมมากจริงๆเหมือนกันครับ ผมมั่นใจว่าคุณจะสามารถทำให้แฟนๆของผมรู้เรื่องที่ผมเล่าได้อย่างถูกต้อง ผมอยากจะอ่านสิ่งที่คุณเขียนในตอนนี้เลยล่ะ
K : ฉันไป LA ถึง 6 หรือ 7 ครั้งได้แล้วค่ะแล้วก็เก็บชั่วโมงสัมภาษณ์ได้ถึง 100 กว่าชั่วโมง ฉันไปสัมภาษณ์พวกสมาชิกและสต๊าฟของ X ด้วยค่ะ และฉันก็ใช้เวลากับคุณในการบันทึกเสียงในสตูดิโอถึง 12 ชั่วโมง
Y : คุณเป็นคนแรกที่ได้ดูผมทำงานบันทึกเสียงยกเว้นพวกสต๊าฟนะครับ
K : เป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะ ฉันไปสัมภาษณ์คุณแม่และน้องชายของคุณด้วย ฉันคิดว่ามีบางเรื่องที่คุณจำไม่ได้ด้วยนะคะ ฉันเริ่มเขียนพวกสัมภาษณ์ที่ฉันมีเองค่ะ ฉันคิดว่าจะเขียนเสร็จในฤดูใบไม้ผลินี้
Y : ผมเป็นห่วงว่าคุณจะเขียนอะไรที่ผมจำไม่ได้นี่แหละครับ (หัวเราะ)
K : ค่ะ ฉันรู้อะไรเยอะแยะเลย (หัวเราะ) แต่อย่างไรก็ตาม ฉันรู้สึกยินดีมากที่ได้รู้ว่าคุณจะไม่มีวันเลิกทำดนตรีของคุณ
Y : ผมจะไม่ทำอย่างนั้นครับ ผมรู้สึกโง่มากที่พยายามจะเลิกทำดนตรีของผมเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมแต่งเพลงผมใช้แค่ปากกากับโน้ตเพลง นั่นก็หมายความว่าผมสามารถเป็นตัวของผมเองได้ด้วยปากกากับโน้ตเพลง
K : คุณพูดว่าเมื่อในหัวของคุณเต็มไปด้วยดนตรี คุณสามารถแต่งเพลงได้แม้กระทั่งเมื่อคุณอาบน้ำแล้วได้ยินเสียงน้ำฝักบัวไหล
Y : ผมได้รับการฝึกฝนเรื่องการจับเสียงโน้ตแท้ครับ ผมเลยจับเสียงทุกเสียงลงในกระดาษโน้ตได้ ยกตัวอย่างเช่น ผมได้ยินเสียงนี้ (เคาะโต๊ะ) นี่ดี “D” ครับ
K : ฉันได้สัมภาษณ์กับนักมิกซ์เสียงของสตูดิโอของคุณใน LA เขาบอกว่าคุณสามารถเล่นเปียโนได้จากเสียงปากกาที่หล่นลงพื้น ไม่มีใครเหมือนคุณในอเมริกาเลยค่ะ
Y : ตอนที่ผมฝึกนั้นพวกเสียงทั้งหมดที่ผมได้ยินกลายเป็นโน้ตดนตรีในหัวหมดเลยครับ เป็นเรื่องยากที่จะหยุดงานพวกนั้นได้ระหว่างการฝึก แต่ตอนนี้ผมควบคุมมันได้แล้ว
K : คุณพ่อของคุณเป็นนักเต้นเท๊ปแด๊นซ์และนักเปียโน คุณคิดว่าความสามารถของคุณได้รับอิทธิพลมาจากสภาพแวดล้อมนั้นไหมคะ ?
Y : ผมคิดว่ามาจากคุณแม่มากกว่าครับ ท่านให้ผมเรียนเปียโนตั้งแต่อายุ 4 ขวบ
K : คุณแม่ของคุณบอกว่าอยู่ดีๆคุณก็ขอท่านว่าคุณอยากเรียนเปียโน คุณอายุแค่ 4 ขวบเอง
Y : ผมคิดว่าผมอยากเป็นนักเปียโนตั้งแต่อายุได้ 5 หรือ 6 ขวบแล้วครับ ผมปิดไฟหมดแล้วเล่นเปียโนโดยมีแค่แสงไฟที่พื้นทุกๆวัน
K : คุณชอบเล่นในบรรยากาศอย่างนั้นอย่างในคอนเสริ์ทเลยนะคะ
Y : ครับ ผมอายุแค่ 6 ขวบเท่านั้น และผมก็คิดว่าผมแต่งเพลงในอายุเท่านั้นด้วย
K : ฉันได้ยินมาว่าคุณแต่งเพลงได้เมื่อคุณอายุ 6 หรือ 7 ขวบ คุณแม่ของคุณเอาโน้ตที่เขียนด้วยลายมือของคุณมาให้ฉันดูที่บ้านของคุณด้วยค่ะ คุณเจอโทชิประมาณช่วงเวลานั้นด้วยใช่ไหมคะ ?
Y : ครับ พวกเราไปโรงเรียนอนุบาลเดียวกันครับ ตอนนั้นพวกเราอายุ 5 ขวบ
K : แล้วคุณตัดสินใจที่จะเป็นนักดนตรีอาชีพตอนที่อยู่มัธยมปลาย และโทชิก็พูดว่ามันเป็นไปได้ถ้าพวกเราพยายามตัวกันอย่างเต็มที่ คุณกล้าที่จะทำดนตรีที่รุนแรงและมีเครื่องแต่งกายของ X อย่างนั้น และคุณกล้าหาญมากที่มีความคิดเป็นของตัวเองนะคะ ทำไมคุณถึงคิดว่าคุณสามารถทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดได้คะ ?
Y : ผมคิดอย่างนั้นเพราะว่าผมมีความมั่นใจในเพลงของพวกเราอย่างจริงๆครับ ตอนแรกพวกเราคิดเป็นวง Visual เพราะการแต่งตัวของพวกเรา ถ้าพวกเราไม่มีความมั่นใจก็ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ พวกเราไม่สนใจสิ่งที่คนอื่นๆพูดเพราะว่าพวกเรามีความมั่นใจในตัวเองกัน ผมก็เรียนเพลงคลาสิกมาผมจึงเข้าใจในดนตรี
K : คุณตัดสินใจที่ไม่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยทางดนตรีที่คุณได้รับข้อเสนอมาจากทางโรงเรียน คุณแม่คุณก็เสียดาย คุณครูของคุณก็พยายามโน้มน้าวเปลี่ยนใจคุณ แต่คุณก็ไม่เปลี่ยนใจ คุณฝึกเล่นเปียโนหลายร้อยชั่วโมงในตอนนั้น นั่นจึงเป็นรากฐานของดนตรีของ X
Y : ผมคิดว่าคนที่อยากจะเป็นนักดนตรีควรจะเรียนดนตรีคลาสิก ความรู้ขั้นพื้นฐานเป็นเรื่องสำคัญ แต่หลังจากนั้นก็ OK ครับที่จะไปทางพวกร็อคหรือแจ๊ส
K : สามีของฉันที่เป็นชาวฮังกาเรียนบอกว่าเขารู้สึกเหมือนได้ฟังเพลงคลาสิกเวลาที่ฟังเพลงของ X ค่ะ
Y: ผมแต่งเพลงโดยไม่ได้มีความแตกต่างระหว่างดนตรีคลาสิกกับร็อคครับ
K : ฉันได้ยินมาว่าคุณทุกข์ทรมานจากโรคหอบหืดที่คุณเป็นมาตั้งแต่เด็กเหมือนกันค่ะ ตอนนั้นคุณเอาแต่อ่านหนังสือ
Y : ครับ
K : คุณต้องควบคุมอาหารเพราะว่าเป็นโรคภูมิแพ้ คุณไม่ได้รับอนุญาตให้เรียนพละ คุณผอมมากๆและดูซีดเซียว เด็กที่ผอมบางและอ่อนแออย่างนั้นได้เติบโตขึ้นมาเป็นชายหนุ่มที่สร้างสรรค์ดนตรีที่รุนแรงและมีพลังที่จะทำลายกลอง เพราะอะไรคะ ?
Y : ผมไม่รู้ครับ (หัวเราะ) มันเป็นพลังงานจากหัวใจไม่ใช่มาจากร่างกาย ผมแค่ปลอดปล่อยพลังงานของผม
K : คุณหมายความว่าบุคคลที่มีพลังงานอย่างนั้นสามารถเป็นศิลปินได้หรือคะ ?
Y : ผมไม่ทราบครับ ผมไม่คิดว่าผมเป็นบุคคลพิเศษเพราะว่าต้องพยายามตลอดมา ผมต้องฝึกซ้อมที่จะเล่นเปียโนอย่างหนัก
K : อย่างนั้นคุณมีความสามารถพิเศษที่จะสร้างความพยายามสินะคะ คุณเรียนภาษาอังกฤษอย่างหนักเพื่อการทำธุรกิจในอเมริกา
Y : ครับ ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ถ้าผมพยายามอย่างหนัก ผมคิดว่าผมควรจะทำถ้ามันเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ด้วยความพยายาม พูดถึงวงการณ์เพลงหรือศิลปะ มันมีบางอย่างที่ผมยังทำไม่ได้แม้ว่าผมจะมีความพยายาม เปรียบเทียบกับเรื่องพวกนั้นแล้ว ผมเรียนภาษาอังกฤษมากขนาดไหนผมก็ยังสามารถทำให้สำเร็จได้บ้าง ถ้าผมมีปัญหากับการที่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ผมก็ควรจะต้องเรียนภาษาอังกฤษเพราะผมอยากจะต้องสู้ในเวทีต่อไป ผมคิดว่าถ้าพยายามย่อมได้รับผลตอบแทน บางทีผลตอบแทนอาจจะมาหลังจากนั้นไปอีก 5 ปี แต่อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าความพยายามใดๆย่อมต้องได้รับผลตอบแทนครับ
K : ฉันทำการสัมภาษณ์คุณมาเป็นระยะเวลานานเพื่อเขียนหนังสือของคุณ ฉันคิดว่าคุณเป็นเหมือน “Shoutokutaishi”
Y : ทำไมคุณถึงพูดอย่างนั้นล่ะ (หัวเราะ)
K : “Shotokutaishi” มีชื่อจากการที่สามารถเข้าใจในสิ่งที่คน 10 คนพูดพร้อมๆกันในเวลาเดียวกัน เขาส่งคณะฑูตไปจีนและบัญญัติรัฐธรรมนูญ คุณเองก็มีชื่อเสียงจากการเป็นศิลปินร็อค นอกจากนั้นคุณยังเป็นผู้บริหารของบริษัทบันทึกเสียง คุณจัดตั้งบริษัทจัดจำหน่ายเพลง เป็นแมวมองหาศิลปิน และเป็นผู้ผลิตแฟชั่นดีไซเนอร์ คุณมีหลากหลายหน้าอย่างนั้นค่ะ
Y : ผมแค่ขี้สงสัยครับ ผมถามเสมอๆว่าทำไม ? และทำไม ? ด้วยความรั้นที่ผมไม่ทำอะไรที่ตัวเองไม่สนใจ อย่างเช่นผมไม่จำเบอร์โทรศัพท์บ้าน ผมอยู่ตัวคนเดียวดังนั้นผมไม่จำเป็นต้องจำเบอร์บ้านของผมเอง ตอนที่ผมโดนจับที่เมาแล้วขับเมื่อหลายๆปีก่อน ตำรวจถามที่อยู่ผมและเบอร์โทรบ้าน ผมตอบที่อยู่ได้แต่ผมจำเบอร์บ้านไม่ได้เลยครับ (2)
K : คุณไม่จำอะไรที่คุณคิดว่ามันไม่จำเป็นสินะคะ (หัวเราะ) แต่ถ้าคุณสนใจสักครั้งหนึ่ง เช่น กฎหมายลิขสิทธิ์ คุณก็รู้ดีกว่านักกฎหมาย คุณออกความเห็นในเรื่องนี้ให้นักกฎหมายได้ด้วย
Y : ในญี่ปุ่นมีนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญเรื่องลิขสิทธิ์น้อยครับ ผมแค่บอกว่าผมรู้อะไรบ้าง (3)
K : ฉันอยากให้คนอ่านได้รู้ถึงความสามารถอันหลากหลายของคุณค่ะ คุณไม่เพียงแต่เป็นนักดนตรีแต่คุณยังเป็นนักบริหารและคุณยังมีเซ้นท์ที่ดีในการบริหารจัดการ และคุณยังมีความรู้ทางด้านกฎหมายของอเมริกาด้วย พวกเราไม่มีโอกาสรู้จักคุณในแบบนั้นเลยค่ะ
Y : ผมแค่ทำในสิ่งที่ผมอยากจะทำและจำเป็นต้องทำครับ ผมเริ่มเรียนกฎหมายลิขสิทธิ์เพราะว่า X พวกเราสมาชิกวงเล่นดนตรีอย่างเดียวในตอนแรก แต่ตั้งแต่พวกเราเดบิวและเริ่มมีชื่อเสียง พวกเรามีปัญหาเรื่องเงินเสมอๆครับ นั่นเลยเป็นเหตุให้ผมเรียนกฎหมาย ผมควรจะรู้เกี่ยวกับโครงสร้างของธุรกิจดนตรีเพื่อที่เราจะสามารถเล่นดนตรีได้อย่างเดียว
K : เพื่อปกป้องตัวคุณเอง ?
Y : ครับ ถูกแล้วครับ
K : ถ้าคุณอยากรู้ คุณต้องเรียนให้หนัก
Y : ตอนแรกผมเรียนกฎหมายเป็นภาษาอังกฤษแม้ว่าผมจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ในตอนนั้นผมก็อ่านสัญญาเป็นภาษาอังกฤษ ผมเรียนและฝึกฝนอย่างหนักเสมอครับ
K : ฉันเข้าใจแล้วว่ามีอัจฉริยะที่มีความพยายามคนหนึ่ง ฉันคิดว่าความพยายามของคุณอยู่บนพื้นฐานของกำลังและพลังงานอันไม่น่าเชื่อของคุณ
Y : แต่ผมก็ไม่มีชีวิตในวัยหนุ่มอย่างธรรมดาตั้งแต่ผมใช้เวลาไปกับดนตรีและธุรกิจนะครับ เมื่อผมเป็น X ผมอิจฉาที่เห็นพวกคู่รักจูงมือเดินกันไปในวัน Christmas Eve ผมคิดว่าผมได้สังเวยตัวเองให้กับหลายๆสิ่งไปแล้ว (4)
K : แล้วอะไรคือความฝันในอนาคตของคุณคะ ?
Y : ผมฝันที่จะเกษียณครับ
K : อะไรนะคะ ? จริงหรือคะ ? (หัวเราะ)
Y : แน่ล่ะครับความฝันเป็นเรื่องของอนาคต หลังจากที่ผมคิดว่าผมได้สูญเสียชีวิตไปครึ่งหนึ่งแล้ว ทุกๆวันที่ผมตื่นขึ้น ผมก็ไปสตูดิโอและทำงานจนกระทั่งกลับไปนอนบนเตียงอีก ผมรู้ว่าทำไมผมถึงได้ทำหลายๆสิ่งหลายๆอย่างในวงการณ์เพลง แต่.....ถ้าผมยังคงตั้งใจจะกลับไปญี่ปุ่นไปเดบิวอีกครั้งและประสบความสำเร็จในเวทีโลก ผมก็อยากจะเกษียณตัวเองและไปอาศัยอยู่ที่ไหนสักแห่งแถวๆชายหาดในอิตาลี ผมจะแต่งเพลงคลาสิกสำหรับเล่นเปียโนแล้วก็ไปโอเปร่า (5)
K : ความฝันนั้นจะมีครอบครัวคุณไหมคะ ? มีลูกของคุณอยู่ที่นั่นด้วยไหม ?
Y : ครับ อาจจะเป็นอย่างนั้น แปลกหรือครับที่ความฝันของผมคือการเกษียณตัวเอง ?
K : ฉันอยากจะพูดว่าคุณไปไกลมากต่างหาก (หัวเราะ) ทุกคนมีความสุขที่คุณกลับมาในตอนนี้นะคะ
Y : ผมรับประกันว่าผมไม่เกษียณจนกว่าผมจะทำความฝันของผมให้เป็นจริงครับ (6)
***
จบแล้ว ใช้เวลาไม่นานมาก แต่ไม่โพสต์ทันทีเพราะอยากจะเกลาก่อนค่ะ แปลแบบเต็มๆแบบนี้อยากให้มีความเป็นธรรมชาติของบทสนทนา อาจจะต้องปรับให้เป็นภาษาพูดแบบภาษาไทยด้วย เลยขอใช้เวลาคิดก่อนค่ะ ตอนแรกที่คิดทำไม่นึกว่ามันจะยาวขนาดนี้ รู้สึกหาเรื่องใส่ตัว แต่ไม่เป็นไรค่ะ ฝึกฝนภาษาอังกฤษ ความจริงเรื่องภาษาอังกฤษเรานี้ได้แรงบันดาลใจมาจากโยชิกินะคะ เคยคิดว่าเขาเป็นคนญี่ปุ่น ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย แต่กลับมุมานะใช้ภาษาอังกฤษได้ดี โยชิกินี่แหละค่ะ ทำให้ฉันมุมานะเขียนภาษาอังกฤษเพื่อแก้ต่างให้เธอ ตอนนั้นเธอโดนข้อหาเย็นชากับแฟนๆ! ฉันทนไม่ไหวเลยพยายามอธิบายว่าเขาไม่ได้เป็นอย่างนั้น พอดีบ้านอยู่ข้างๆเค้าน่ะค่ะ เอ๊ย! ไม่ช่าย!!! ก็คือเค้ายังอุตส่าห์โทรมางาน X Mania เรื่องโยชิกิเย็นชากับแฟนๆเลยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แค่เค้าไม่ใช่คนที่จะมานั่งตอบจดหมายแฟนๆ เท่านั้นเอง 
แต่อ่านแล้วก็พอจะเข้าใจได้ว่าคุณ Komatsu นี่ทำการสัมภาษณ์เหมือนชวนพูดคุยมากกว่านะคะ และการพูดของเธอก็ยกย่องผู้ถูกสัมภาษณ์มาก จนรู้สึกเหมือนว่าบางทีเธอก็อวยจังเลย
แต่เพราะสไตล์แบบนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้เธอถึงเป็นที่ไว้วางใจของคนดังญี่ปุ่นให้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติกัน คือ มั่นใจได้ว่า ไม่โดนเจาะลึกตีแผ่ด้านมืดหรือหลอกด่าจิกกัดแฝงความนัยเสียภาพพจน์
พอขุดสัมภาษณ์เก่าๆโยชิกิออกมาอ่านแล้ว บางอันก็อยากเผยแพร่ บางอันก็อยากเอาไปฝังดิน เพราะมันเป็นหลักฐานว่าเธอทำอย่างที่เคยพูดไม่ได้พอสมควรเหมือนกัน หรือบางเรื่องเคยพูดไว้ก็หายไปกับสายลม (ถ้ามันดวงดีมันคงโผล่กลับมา) อย่างเรื่องจะออกงานนู้นงานนี้ ดูสิอย่างหนังสืออัตชีวประวัติของเธอเขียนโดยคุณ Komatsu บอกว่าฤดูใบไม้ร่วงนี้ โฮะๆๆๆๆ จากร่วง 2002 ทะลุไทม์แมชชีนมาถึง 2009 เชียว อย่างที่คิดไว้ ไม่อายุยืนเป็นแฟนกันไม่ได้นะนี่ แต่จะว่าไปเธอเป็นคนทำงานที่เขาจ้างมาเสร็จทันเวลา แต่งานของตัวเองดองแล้วดองอีก ก็พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมออกงานช้า เพราะเธอเล่นเหมาทำเองตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ นั่งหลายเก้าอี้ สวมหมวกหลายใบ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมานั่งทำงานเพลงของตัวเอง ?! บางทีการเป็นศิลปินธรรมดาๆโดยไม่ต้องไปรู้หรือทำอะไรมาก ปล่อยให้ Agency จัดการไปได้เท่าไหร่ก็เอา อาจจะดีกว่าก็ได้ อย่างน้อยก็ตัดปัญหาที่ศิลปินไม่ควรแบกรับไปเยอะ จะได้มีเวลาเอาหัวไปคิดงานศิลปะอย่างเดียว แต่แบบนี้คงไม่ใช่โยชิกิหรอกเนอะ
(1) เคยมีคนเล่าให้ฟังว่า พ่อแม่เด็กที่ฆ่าตัวตายตามฮิเดะบุกไปด่าเธอด้วย ประมาณว่า “แกนั่นแหละ วงของแกนั่นแหละที่ทำให้ลูกฉันตาย” ตอนนั้นโยชิกิได้แต่ก้มหัวขอโทษโดยไม่พูดอะไรเลย และช่วงนั้นสื่อก็กดดันเธอมาก อยากได้ภาพโยชิกิร้องไห้ ตั้งคำถามจี้ใจเรื่องฮิเดะอยู่เรื่อยจนเธอน้ำตาไหลซะจนคนหมั่นไส้เหน็บแนมว่าเป็นนักแสดงอีกแน่ะ มันเป็นความผิดของเธอจริงๆเหรอ ?
(2) เรื่องโยชิกิเมาแล้วขับ เมื่อสัก 10 ปีก่อน เป็นเรื่องต้องห้ามที่จะพูดถึงในแวดวงแฟนๆฝรั่งเชียว เพราะหลายๆคนรับไม่ได้ การเมาแล้วขับในมุมมองของฝรั่งเหมือนอาชญากรเชียวล่ะ
แต่โยชิกิก็ไม่ได้ปิดบังนะ เธอยังเคยเล่าว่าตอนโดนจับต้องนอนคุก 1 คืนนั้น ยังอาละวาดโดดเตะห้องขังซะแทบแย่ แต่ที่รอดมาได้โดยไม่บุบสลายเพราะเธอจ้างทนายดีค่ะ คนเดียวกับที่ว่าความคดี OJ Shimpson แต่ตอนที่ไปจ้าง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นทนายคนเดียวกัน รู้แค่ว่าคนนี้เก่งที่สุดแล้ว มาเห็นคุณทนายคนนี้ในทีวีคดี OJ นั่นแหละถึงได้รู้ว่าอ้าว! ทนายความเราด้วยนิ ตอนที่เธอเมาแล้วขับแล้วโดนจับ มี Kudo Shizuka นั่งไปด้วย ความเลยแตกว่าเธอคบ Kudo อยู่ แต่แหม.... เพิ่งรู้ว่าพา Kudo ไป LA ด้วย !?
(3) แหะๆๆๆ คนบางคนเอาตัวเองแทบไม่รอด แต่ยังเขียนหนังสือโม้ว่าไปสู้เรื่องลิขสิทธิ์ค่าตอบแทนกับโยชิกิแล้วชนะกลับมานิ.....เชื่อเรอะ ?! แต่เรื่องลิขสิทธิ์ใช่ว่าเธอจะชนะเสมอ มีกรณีหนึ่งที่เธอแพ้จริงๆ ผ่านไป 10 ปี คนที่เอาลิขสิทธิ์จากเธอไปได้ยังต้องกลับมาซบอกเธอ ตอนนี้คงรู้แล้วว่าที่เคยคิดว่าเธอเป็นเจ้าของค่ายหน้าเลือด เอารัดเอาเปรียบคนอื่น มันจริงหรือเปล่า ? หนีไป 10 ปีตอนนี้ก็ขอมาหวานอย่างกับคู่ข้าวใหม่ปลามัน หัวหน้าวงขึ้นเวทีตอนนี้ก็พูดขอบคุณเธอไม่เลิก ส่วนเธอก็ส่งช่อดอกไม้หรือเรียกว่าซุ้มดอกไม้ดีไปให้กำลังใจอีก วุ้ย!
(4) ทุกวันนี้แก่แล้วก็ยังไม่เลิกอิจฉานะ ปีที่แล้วก็ยังนั่งบ่นว่าอยากเอาไข่ไปปาพวกคู่เดทวันคริตส์มาสอีฟ 
(5) อิตาลี ?! ไม่ไปฝรั่งเศสแล้วเรอะ ?!
(6) ก่อนอื่น.....ขอ World Tour ก่อนเหอะ! แล้วเวทีระดับโลกอย่าหมายถึงแค่ ฮ่องกง ไต้หวันและปารีสนะยะ! แล้วก็อย่าเนียนหายไปดื้อๆด้วย ตอนนี้กลัวเธอทำเนียนหายสาบสูญไปจัง ทำเป็นเก็บตัวเงียบๆ รอคนลืมไปเองหรือเปล่า ?..........
หน้าตาหนังสือที่ในที่สุดก็คลอดออกมาในปี 2009
edit @ 5 Dec 2009 20:50:22 by glinda a.k.a. ~pride~
edit @ 5 Dec 2009 22:40:04 by glinda a.k.a. ~pride~