แปลจาก

http://musicjapanplus.jp/specialfeatures/?action=detail&sf_id=2355

เหตุผลที่แปล ก็เพราะฉันเองอยากรู้มาตลอดว่า SUGIZO คิดยังไงกับการเข้าร่วมวง X Japan ในตำแหน่งที่ถูกกดดันจากแฟนๆของวงและคนฟังเพลงมากขนาดนี้ เพราะเป็นตำแหน่งที่ว่างลงเพราะคนเก่าจากไปอย่างช่วยไม่ได้ท่ามกลางความอาลัยรักของแฟนๆ แต่ในขณะเดียวกันถ้าหากวงต้องการที่จะก้าวต่อไป คงไม่สามารถใช้ Backing Track ได้ตลอดไป เพราะตำแหน่ง Lead Guitar เป็นตำแหน่งที่สำคัญยิ่งของวงร็อค การใช้ Backing Track ทำให้ X Japan ถูกสบประมาทจากหมู่นักฟังเพลงว่าเป็น “วงซอมบี้” อย่างน่าเจ็บใจ

คำเตือน แปลด้วยใจไม่ใช่ด้วยตำรา อาจจะเพี้ยนบ้าง ต้องออกตัวว่า พยายามจะใช้เวลาน้อยที่สุดในการแปล เพราะฉันเองก็งานเยอะชนิดกระอักเลือดไปหลายกองแล้วตอนนี้ อาจจะมีอะไรผิดพลาดบ้าง แต่ก็พยายามรักษาใจความให้ได้มากที่สุดค่ะ เพราะคิดว่าอยากจะสื่อสารความคิดของ SUGIZO ไปสู่แฟนๆของ X Japan และ LUNA SEA ชาวไทยแม้ว่าจะเป็นเพียงเล็กน้อยก็อยากจะทำ-เท่านั้นเอง ในอนาคตอาจจะมี Official Translation ที่ดีกว่านี้ก็ได้ (^_^)v

**


การเข้าร่วม X Japan
“ถ้า X Japan ต้องการเพียงแค่พยายามสร้างวันเวลาที่คุณฮิเดะยังมีชีวิตอยู่อีกครั้ง พวกเขาคงจะไม่จำเป็นต้องมีผม”


--- สำหรับวันนี้พวกเราจะทำการทบทวนกิจกรรมอันหลากหลายของคุณระหว่างปี 2009 นี้นะคะ ขอบคุณที่ให้เวลากับการสัมภาษณ์ครั้งนี้นะคะ
SUGIZO :
ด้วยความยินดีครับ

--- อย่างแรกนั้น คุณกลายเป็นสมาชิกของ X Japan อย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่คอนเสริท์ที่โตเกียวโดมวันที่ 2 พฤษภาคม แผนการสำหรับคุณที่จะเข้าร่วม X Japan ก่อนหน้านั้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้อย่างไรคะ ?
SUGIZO : การพูดคุยกันถึงเรื่องการรวมวงอีกครั้งของ X Japan เริ่มขึ้นราวๆกลางปี 2007 ในเวลานั้นผมกำลังเล่นอยู่ในฐานะของสมาชิกวงที่ชื่อว่า ‘S.K.I.N.’ กับคุณโยชิกิ ผมก็ถูกถามว่าสนใจที่จะเป็น backup กีต้าร์ให้กับ X Japan ไหมถ้าพวกเขาจะกลับมาเริ่มทำกิจกรรมอีกครั้ง ในตอนแรกนั้นพวกเขาวางแผนกันว่าจะมีนักกีต้าร์หลายๆคนเล่นในแต่ละเพลงแตกต่างกันไป ดังนั้นพวกเขาเลยพูดว่าอยากจะได้ใครสักคนเป็นหัวหน้าและประสานงานกลุ่ม พวกเขาก็พยายามรวบรวมนักกีต้าร์ขึ้นมาหลายๆคน รวมทั้งผม สมาชิกจาก DIR EN GREY (1) และ Miyavi ซึ่งเป็นพวกคนที่มีความเคารพนับถือใน X Japan เป็นอย่างมากครับ ในรายชื่อนักกีต้าร์ที่แสนวิเศษทั้งหลายนั้นก็ประกอบไปด้วยศิลปินจากหลายๆประเทศด้วยครับ พวกเขาเหล่านั้นจะต้องทำให้เวทีสนุกสนานไปด้วยกันได้แน่ๆ แต่มันก็ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ในเวลาที่สมาชิกของ X Japan รวมตัวกันอีกครั้งในเดือนมีนาคม ผมเป็นนักกีต้าร์ชาวญี่ปุ่นเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ อีก 2 คนคือ Richard Fortus จาก Guns N’ Roses และ Wes Borland จาก LIMP BIZKIT การรวมตัวกันอีกครั้งของ X Japan ในเดือนมีนาคม 2008 เป็นเหมือนงานรื่นเริงที่ยิ่งใหญ่มากครับ และผลลัพธ์ออกมาก็ดีมากด้วย
หลังจากนั้นผมก็เป็นคนเดียวที่เหลืออยู่..... จากเวลานั้นสมาชิก X Japan ก็เริ่มคิดถึงการทำกิจกรรมและการแสดงอีกครั้งอย่างถาวร ผมก็เลยถูกถามว่าผมอยากจะเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการแทนที่จะเป็นแค่ backup หรือเปล่า ? ตอนแรก แน่นอนครับ ผมปฏิเสธไป มันเป็นเกียรติอย่างยิ่งจริงๆครับ แต่แฟนๆอาจจะรู้สึกเอือมระอากับการตัดสินใจนี้ และตำแหน่งของคุณฮิเดะนั้น ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ผมจะเติมเต็มได้ ผมบอกพวกเขาไปว่าผมคงจะไม่สามารถอดทนต่อแรงกดดันแบบนั้นได้

---- งั้นในตอนแรก คุณก็มีปัญหากับการตัดสินใจว่าคุณควรหรือไม่ควรจะเข้าร่วมกับวง คุณเปลี่ยนความคิดไปเป็นการตอบรับข้อเสนอได้อย่างไรคะ ?
SUGIZO : มีเหตุผลมากมายเลยครับ.... จากนั้นจนถึงสิ้นปี 2008 ผมยังคงยืนยันคำตอบ “ไม่” แต่ความปรารถนาและความฝันของคุณโยชิกิเป็นสิ่งจริงแท้ ผมค่อยๆสามารถทิ้งความตั้งใจแต่เดิมไปได้ ในอดีตนั้นผมมีความตระหนักถึงฐานะตัวตนของ ‘LUNA SEA’  X Japan นั้นสามารถกล่าวได้ว่าเป็น ‘พี่ใหญ่’ ของ LUNA SEA มันจึงเหมือนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา มันเหมือนกับที่ Keith Richard เข้าร่วมกับ The Beatles ในตอนแรกผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมค่อยๆที่จะสามารถมองเห็นความเป็นไปได้ในวัตถุประสงค์นั้น มันช่วยให้ผมคิดได้ว่า “ในโลกนี้ยังมีสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้”

X Japan ก็เช่นเดียวกัน ถ้า X Japan ต้องการเพียงแค่พยายามสร้างวันเวลาที่คุณฮิเดะยังมีชีวิตอยู่อีกครั้ง วันเวลาที่ยังเป็นตำนานในยุค 1990s พวกเขาคงจะไม่จำเป็นต้องมีผม ถ้าพวกเขาพยายามที่แก้ไขปรับปรุงอดีต สิ่งใหม่ๆเช่นผมจะเข้ากันกับวิถีนั้น (2)

ถ้าจำเป็น ผมยินดีที่จะเล่นในฐานะ backup มากกว่าครับ แต่ถ้าพวกเขาไม่ต้องการผมจริงๆ แฟนๆคงจะชอบที่ได้ดูสมาชิกดั้งเดิมทั้ง 5 เล่นกันเองมากกว่านะครับ  

แต่ X Japan เลือกที่จะมีชีวิตอยู่ในเวลาปัจจุบันและอนาคต พวกเขาไม่พยายามที่จะเดินทางย้อนเวลากลับไปหาอดีต พวกเขาจะออกเพลงใหม่ มีกิจกรรมใหม่ๆ พวกเขาอยากจะเปลี่ยนแปลงวงต่อไป ดังนั้นจึงจะยังคงก้าวต่อไปในปัจจุบันและสู่อนาคต ในกรณีนี้ การไม่มี Lead guitar จะทำให้เกิดปัญหาได้ คุณฮิเดะยังคงมีชีวิตอยู่ในตัวผม แต่โชคไม่ดีที่เขาไม่มีร่างกายของตัวเอง พวกเขาต้องการคนจริงๆที่จะสร้างสรรค์ดนตรี หรือไม่ก็จะเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับ X Japan ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปในอนาคต การตัดสินใจที่จะก้าวเดินไปในวิถีทางใหม่ มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จำเป็นต้องมี Lead guitar จริงๆ

วงและผมเองนั้นก็รู้จักกันมาเป็นเวลานาน พวกเรามีสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นเท่าที่มนุษย์จะมีความผูกพันกันได้  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคิดในเรื่องดนตรีและความเป็นตัวตนของพวกเรา รวมถึงการมองเข้าไปในสถานการณ์นี้ในฐานะบุคคลที่ 3 ผมก็ได้ถึงบทสรุปที่ว่า “มีเพียง SUGIZO เท่านั้นที่เหมาะสมที่จะเป็นสมาชิก” ผมเป็นคนญี่ปุ่น และผมก็มีประสบการณ์ในการแสดงต่อหน้าฝูงชนกลุ่มใหญ่โดยปราศจากอาการประหม่าด้วยครับ

--- หลังจากได้ตัดสินใจครั้งใหญ่ไป การแสดงของคุณในฐานะสมาชิกอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ X Japan ที่โตเกียวโดม วันที่ 2 พฤษภาคมนั้น รู้สึกแตกต่างจากตอนที่คุณเล่นเป็นนักกีต้าร์ backup ไหมคะ ?
SUGIZO : ความจริงแล้วก็รู้สึกไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไหร่ครับ ไม่ว่าผมจะเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการหรือไม่ สิ่งที่ผมแสดงออกมาและการแสดงนั้น ไม่ทำให้ตำแหน่งของผมในวงเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย มีเพียงแค่ตำแหน่งชื่อของผมเท่านั้นเองที่เปลี่ยนไป

---- เข้าใจแล้วค่ะ แต่ความคิดหรือจุดมุ่งหมายของคุณได้เปลี่ยนไปจากเมื่อตอนคุณเป็น backup ไหมคะ ?
SUGIZO : ในการแสดงครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2008 ที่จัดขึ้นทันทีที่ X Japan มารวมตัวกันอีกครั้งนั้น วงเพิ่งจะเริ่มที่จะ “หายใจ” อีกครั้งครับ ดังนั้นอะไรๆค่อนข้างจะน่าใจหายใจคว่ำ ด้วยความสัตย์จริงนะครับ วงในตอนนั้นไม่สามารถที่จะแสดงได้เต็มศักยภาพด้วยซ้ำ แต่วงก็ยังคงแสดงต่อไป ทีละเล็กละน้อย วงก็เริ่มที่จะหายใจได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น ด้วยคอนเสริท์ที่โตเกียวโดมในเดือนพฤษภาคม 2009 พวกเรามีโอกาสที่จะได้ปรับปรุงตัวอีกครั้ง มันแตกต่างจากคอนเสริ์ทที่โตเกียวโดม 1 ปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัดครับ ผมมีความสุขมากจริงๆครับที่สามารถจะปลดปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเรามีและทำให้ทุกคนได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของวงอย่างแท้จริง

--- อ้อ! ก่อนคอนเสริ์ทในเดือนมีนาคม 2008 คุณแสดงที่โตเกียวโดมครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่คะ ?
SUGIZO : ผมเล่นที่โตเกียวโดมก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือนในฐานะของ LUNA SEA ครับ แต่ก่อนหน้านั้นพวกเราไม่ได้เล่นที่โตเกียวโดมมา 7 ปีแล้วครับ แต่พวกเราก็รู้สึกเหมือนได้กลับมาสถานที่ที่คุ้นเคยสำหรับพวกเรา มันไม่เหมือนกับว่าพวกเราไม่ได้เล่นที่นี่มานานแสนนานแล้วเลยครับ ฟังดูอาจจะตลกนะครับ แต่สำหรับพวกเราโตเกียวโดมเป็นสถานที่ที่พวกเราคุ้นเคยได้ง่าย เหมือนเป็นบ้านเกิด เลยเป็นความรู้สึกที่ไม่ค่อยสดใหม่เท่าไหร่ครับ เหมือนกับกลับไปสู่สถานที่ที่นำความทรงจำอันแสนหวานมาสู่พวกเรามากกว่าครับ

--- แม้ว่าคอนเสริท์ทั้งคู่ได้จัดขึ้นใน “บ้านเกิด” ของคุณ  คอนเสริท์ในวันที่ 24 ธันวาคม 2007 ในฐานะ LUNA SEA ให้ความรู้สึกที่แตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับการแสดงวันที่ 28 มีนาคม 2008 ในฐานะ X Japan ไหมคะ ?
SUGIZO : แตกต่างมากครับ เพราะ LUNA SEA เป็นวง “ของผม” ผมสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมต้องการได้โดยปกติ และผมยังเป็นคนหนึ่งที่สามารถเป็นผู้นำทิศทางของวง ผมสามารถแสดงตัวตนออกมาได้อย่างเต็มที่ แต่สำหรับคอนเสริท์ของ X Japan ในเดือนมีนาคม 2008 ผมเป็นนักดนตรี backup อย่างจำกัด ผมอยู่ที่นั่นเพื่อการสนับสนุน และไม่มีฐานะที่จะไปพูดอะไรอย่างเช่น “นี่มันไม่ถูกหรือเปล่า ?” หรือ “ทำไมพวกเราไม่ทำอย่างนั้นล่ะ ?” คุณต้องให้ความสนใจกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่และเพียงแค่แสดงตัวเข้าไปเมื่อจำเป็นเท่านั้น (3)

--- ตอนนี้คุณเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของ X Japan แล้ว คุณสามารถออกเสียงแสดงความเห็นของคุณได้อย่างอิสระแล้วหรือเปล่าคะ ?
SUGIZO : ครับ เพราะว่าผมเป็นส่วนหนึ่งของวงมาก่อน ผมสามารถให้คำแนะนำเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมมีโอกาส ผมสามารถออกเสียงความเห็นอย่างเช่น “นี่มันไม่ถูกนะ” หรือ “มันจะดีกว่านะถ้าพวกเราทำแบบนี้และในขั้นตอนแบบนี้” ภายในขอบเขตของเหตุผล ผมสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในสถานการณ์ได้ (4)

 ที่มา : http://musicjapanplus.jp/

Note :
(1)    Kaoru และ Die หวิดได้ขึ้นเล่นให้ X Japan แล้วแฮะ! นึกภาพเจ้าพวกนี้บนเวที X Japan ไม่ออกเลย
(2)    อันนี้ไม่ยืนยันนะคะ เคยมีคนเล่าว่า คำพูดที่โยชิกิชวน SUGIZO เข้าร่วม X Japan คือ ช่วยมาทำตอนจบใหม่ให้แก่ X Japan ด้วยเถอะ การยุบวงในปี 1998 ของ X Japan โยชิกิถือว่ามันเป็นการจบลงอย่างฝันร้ายค่ะ
(3)    ใครๆก็รู้ว่า SUGIZO วางตัวดีขนาดไหนในฐานะ Backup มีคนเล่าว่า คอนฯที่ฮ่องกง ตอนจบคอนฯ บรรดาสมาชิกออกไปขอบคุณแฟนๆ โซ่ก็นั่งอยู่ที่แอมป์ดูเงียบๆ จนโยชิกิมาดึงมือออกไปขอบคุณแฟนๆด้วยกันนั่นแหละ
(4)    อ่านแล้วรู้สึกจะมีความหวังกับอนาคตของวง (^^)::: อาจจะฟังดูใจร้ายที่เหมือนจะต้องก้าวเดินไปข้างหน้าโดยปล่อยให้ฮิเดะจังเป็นเพียงเงา แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น แม้ SUGIZO จะมีความมุ่งมั่นกับอนาคตของวงนี้ขนาดไหน แต่ต้องขึ้นอยู่กับสมาชิกคนอื่นๆด้วย ในฐานะแฟนของ X Japan ก็อยากให้ไฟในการทำงานของ SUGIZO ลุกโชติช่วงเผื่อแผ่ไปถึงสมาชิกคนอื่นๆในวงด้วย !
(5)    Part 2 ของการสัมภาษณ์ใน Music Japan SUGIZO พูดถึงลูกสาวด้วย รักลูกสาวมาก~~~~ ลูกเป็นแรงบันดาลใจในการมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้ชีวิตมีความหมาย อ่า~~~ อยากให้ฮีไปชวนโยจจังมีลูกบ้างจัง แบบว่า....เผื่อโยจจังจะได้คิดว่าการมีชีวิตอยู่ของเขามีความหมายขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งแบบโซ่บ้าง (^^)” นึกถึงความหลังตอนโซ่ประกาศว่ามีลูกแล้ว ตอนนั้นแฟนๆแตกตื่นกันไปหมด เฮอะๆๆๆ...
(6)    นานๆทีจะได้อ่านสัมภาษณ์ SUGIZO ยาวๆแบบนี้ รู้สึกว่าเขาเป็นคนความคิดอ่านดีมากๆเลยล่ะ ในแง่ของคนรักษ์โลก ใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อมและแนวคิดทางด้านความเชื่อ

เมื่อก่อนไม่เคยรู้เลยว่าโซ่คิดยังไงกับ X Japan มานี่เพราะมาให้งั้นๆให้มันจบๆไปหรือเปล่า ? แต่ตอนนี้อยากจะพูดกับ SUGIZO ว่า ..... "ยินดีต้อนรับ และฝากวงดนตรีที่ชื่อ X Japan ด้วยนะ" (^_~); จริงๆเลย 

I would love to say 'Welcome and please take care of X Japan' to SUGIZO. well....should I make a comment on his Myspace ?! 

ถึงยังไง..... ก็ไม่อยากตั้งความคาดหวังอะไรไว้สูงนัก แค่ปีนี้มีไลฟ์สักครั้งก็ปลื้มแล้ว (^^)" 

ป.ล. ในที่สุด ToshI ก็เปิดตัว website แล้ว http://toshi-samuraijapan.com/ มีเพลงใหม่งอกออกมาตั้ง 4 เพลงน่ะ ได้ PATA กับ SUGIZO เล่นกีต้าร์ให้ อ่า.... ช่างเป็นครอบครัวจริงๆ.... ToshI ก็ไฟแรงด้วยล่ะ มีสมาชิกที่มีไฟลุกโชติช่วง 2 คนแล้ว เผาโยชิกิให้มอดไหม้ไปเล้ย!!!! ....(^^)" 

edit @ 8 Feb 2010 17:43:41 by glinda a.k.a. ~pride~

edit @ 8 Feb 2010 23:01:05 by glinda a.k.a. ~pride~

ไม่ได้เขียนเพื่อเจาะลึกพฤติกรรมหรือชีวิตแฟนคลับหรอกนะคะ เพียงแต่อยากจะเขียนเรื่องอะไรสักอย่างหนึ่ง ปนๆกันอยู่ ซึ่งมาถึงป่านฉะนี้แล้ว ใครๆก็รู้ว่าฉันปวารณาตนเป็นแฟนคลับ X Japan และ Yoshiki ซึ่งออกจะจัดเป็นแฟนคลับพวกไม่เอาไหนอยู่สักหน่อย ประเภทไม่มีหร๊อก...มานั่งอวยอย่างเดียว ออกแนวจิกกัดฟัดเลือดสาด นี่ถ้าอยู่ในสังคมแฟนคลับจริงๆ โดนโทรจิกกัดตบกระจายถึงบ้านแล้ว (แบบที่เคยโดนสมัยเป็นแฟนคลับหนึ่ง อย่างน้อย สอง* ทำเอาเข็ดสังคมแฟนคลับ) ……(^^)”

เนื่องจาก เมื่อหลายๆเดือนก่อน เข้าไปห้องเฉลิมกรุง ณ pantip.com เจอกระทู้หนึ่ง พูดเรื่องวง Boy Band ชื่อดังของไทยและเกาหลีวงหนึ่ง ไปจีน แล้วมีเหตุการณ์สต๊าฟของวงว๊ากใส่แฟนคลับคนหนึ่ง ซึ่งพยานแวดล้อมให้การณ์ตรงกันว่า แฟนคลับคนที่ถูกว๊ากนั้น เธอยืนของเธอเฉยๆ ไม่ได้ล้ำเส้น ไม่ได้ทำอะไร แค่มารอเจอ Boyband วงนั้น แต่เธอกลับโดนตะคอกเข้าใส่ เลยกลายเป็นวิพากวิจารณ์ของแฟนๆกัน ในมุมมองของฉันแล้ว กลับพบว่า แฟนๆ บนเวปบอร์ดไทยส่วนใหญ่ (อาจจะไม่ใช่เพราะไม่ได้กลับไปอ่านความเห็นอีก เอาเท่าที่อ่านละกัน) แสดงความเห็นใจสต๊าฟคนนั้น บอกว่า แฟนคลับจีนทำตัวรุ่มร่ามมาก อย่างเมื่อคืนมีข่าวว่ามีแฟนคลับจะบุกเข้าห้องหนุ่มๆวงนั้น และทำตัวน่ารำคาญหลายอย่าง .........  คือ....อ่านแล้วก็อึ้งๆ คือ ฉันความเห็นของฉัน ฉันไม่คิดว่าแฟนคลับคนที่ประพฤติตัวอยู่ในกรอบอันดีงาม ทำไมต้องมารับผิดชอบการกระทำของแฟนคลับทีทำตัวไม่ดี ?! เธอไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วทำไมเธอต้องเป็นคนถูกตะคอกใส่ ?!

แต่สิ่งที่ไหลเข้าสู่ความคิดของฉันคือ ..... “อ่า...... นี่สินะ ความเป็นแฟนคลับ ที่พร้อมจะให้อภัย และมองแต่ด้านดีของศิลปิน ?!”

สมัยก่อนเคยมีคนสั่งสอนฉันว่า คนเราเมื่อรักกันแล้ว ไม่ควรเอาเรื่องไม่ดีของปิยมิตรนั้นมาแฉ เพราะมันไม่มีประโยชน์อันใด มีแต่จะทำให้คนที่เรารักเสื่อมเสีย.....  คนที่อ่านคนอื่นก็จะไม่สบายใจ ก่อความทุกข์ให้คนอื่น

หลายๆครั้งที่หวนคิดถึงเรื่องนี้ ทำให้รู้สึกว่า การที่เอาเรื่องไม่ค่อยดีของ X Japan หรือสมาชิกวงมาเขียนนั้น มันทำให้ฉันเป็นอะไรกันแน่ ?!

ในความรู้สึกของฉัน ในการที่ฉันจะชอบใครสักคน ฉันชอบความเป็นทั้งหมดของตัวเขา ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ฉันไม่เชื่อว่าคนเราจะเป็นแค่สีขาวหรือสีดำ คนเรามันมีหลากหลายสีสัน ไม่ได้มีมิติเดียว ไม่มีใครดีที่สุดหรือเลวที่สุด คนที่ชอบการ์ตูนหรือตัวละครในนิยาย อาจจะโชคดีกว่า ตรงที่ชีวิตตัวละครมันถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของคน (ยกเว้น Death Note  สักเรื่อง -__-“ ถือเป็นสุดยอดการ์ตูนทำลายความคาดหวังแฟนๆ แต่ฉันชอบมากๆนะ ^_^) เพราะฉะนั้นจะผิดหวังหรือสมหวัง มันไม่ได้เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายหรือเกินกว่าการยอมรับ แต่ชีวิตคนจริงๆมันมีอะไรเหนือความคาดหมาย ไม่ได้ดั่งใจ ไม่มีคำอธิบาย เย็นชาและเจ็บปวด.....

แต่เมื่อเทียบกับพฤติกรรมแฟนคลับชาวต่างประเทศ สิ่งมีชีวิตที่เราเรียกว่า “ฝรั่ง” แล้ว พบว่า การเป็นแฟนคลับ โดยเฉพาะสังคม J-rock และ Anime (เพราะคบอยู่แค่ 2 สังคม -__-“)  เป็นสังคมที่จิกกัด วิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด อ่านไปบางทีก็อยากร้องไห้ ทำไมต้องว่ากันแรงๆขนาดนี้ แต่บางทีมันก็....อืมม์.... มันสังคมอุดมปัญญาจริงๆ คือ มันแน่นไปด้วยข้อมูล และขยันหาคำอธิบาย อย่างเรื่อง Death Note มีคนไปค้นเรื่องจิตวิทยาของตัวละครมาเขียนเป็น essay อย่างจริงจัง ในเรื่องของ Toshi (X Japan) ก็มีคนไปค้นเรื่องกฎหมายล้มละลายของญี่ปุ่นมาเขียนให้พอเข้าใจ

บางทีก็เกลียดสังคมแฟนคลับฝรั่งสุดๆ  บางทีมันก็พูดเรื่องจริงที่เราเถียงไม่ออก ได้แต่เจ็บใจ แต่บางทีก็เจ็บใจกับเรื่องโกหกหลอกลวง ข้อมูลมั่ว แล้วดันมีคนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ถ้าส่วนไหนที่เกลียดมากกว่ากัน ?  คงจะเป็นเรื่องไม่จริง แล้วดันมาเขียนกันเป็นตุตะทำให้เกิดความเสื่อมเสีย แต่ถ้าเรื่องจริง ต่อให้ศิลปินที่ฉันชอบก่อเรื่องบัดซบขนาดไหน ฉันจะยอมรับได้นะ จะมานั่งเจ็บใจแช่งชักชักกระดูกศิลปินที่เราชอบแทนว่าทำอะไรช่างไม่มีหัวคิด ! ไม่คิดโทษคนที่เอาเรื่องไม่ดีนั้นมาขยายเลยสักนิด......

บางทีการที่เราเอาความรู้สึกของเราไปผูกติดกับศิลปินเกินไป จะสร้างควาทุกข์ให้เรา เพราะเราเอาแต่คิดว่า “เขา” ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  ความจริงแล้ว... “เขา” ก็ยังเป็น “เขา"” .... “เขา” ก็มีชีวิตของเขา มีความคิดของเขา ซึ่งการกระทำของ “เขา” ก็ไม่จำเป็นต้องตอบสนองหรือทำให้ถูกใจแฟนๆ ทุกๆอย่าง หรือ smart อยู่ตลอดเวลา (เช่น “เขา” ที่ชื่อ Yoshiki) เมื่อก่อนฉันรู้จักแค่คำว่า “Crazy Fangirl/boy” แต่ตอนนี้ มารู้จักคำว่า “Extreme  Fangril/boy” ซึ่งพบว่า คำว่า Extreme Fangirl/boy เป็นอะไรที่ออกแนวน่ากลัวกว่า Crazy Fan

Crazy fan จะเป็นแนวรัก หลงใหล คลั่งไคล้ ทำตัวน่ารำคาญ แต่จะเป็น Loyal fan (คือ จงรักภักดีไม่เปลี่ยนแปลง) แต่พอมาเป็น Extreme fan จะเป็นพวกรักมาก รู้มาก เปี่ยมด้วยข้อมูลของศิลปินที่ชื่นชอบ ไม่หยุดยั้งที่จะค้นหา เลยกลายเป็นว่าพวก Extreme fan จะเป็นพวกกูรู แต่ขณะเดียวกันขาดความเป็น Loyal เพราะเมื่อรู้มาก ย่อมสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง และขาดมุมมองของการชื่นชมบูชา..... เมื่อผิดหวัง หรือเมื่อค้นพบว่าศิลปินที่ชื่นชอบไม่ได้ดั่งใจ คนพวกนี้ก็จะละทิ้งไปอย่างไม่ใยดีท่ามกลางความงุนงงของคนอื่น

ตอนที่ฉันได้เห็นหน้า Yoshiki ด้วยตาตัวเองครั้งแรก คนที่ฉันคิดถึงมากที่สุดคือ เพื่อนชาวอเมริกันคนหนึ่ง ชื่อว่า “Missy”  อยากจะบอกเธอจังเลยว่า ในที่สุดแล้ว ฉันก็ได้เห็นโยชิกิด้วยตาของตัวเอง ..... แต่ก็ไม่กล้าติดต่อ กลัวทำร้ายความรู้สึกเธอ แม้จะคิดว่าถึงเวลานี้ เธอคงไม่ใยดีโยชิกิอีกแล้วก็ตาม เพราะเมื่อมานั่งระลึกถึงความหลังที่เรานั่งละเมอเพ้อพกข้ามโลกถึงโยชิกิกันแล้วนี่ เป็นอะไรที่ออกจะประทับใจฉันมาก (ฮา.... New York to Chiang Mai) และฉันรู้ว่า Missy รักโยชิกิมากขนาดไหน แม้คนจะงงๆว่าทำไมเธอถึงเลิกชอบโยชิกิดื้อๆ ทั้งๆที่เป็นแฟนตัวยงชนิดยอมให้คนอื่นว่า “บ้า” หรือ “ล้อเลียน” แต่ฉันเข้าใจเหตุของความเจ็บปวดของเธอ คือ เธอบินไปหาโยชิกิที่ LA นอนเฝ้าอยู่ 3 วันแต่แล้วไม่ได้เจอน่ะ เธอเลยผิดหวังในตัวโยชิกิอย่างแรง........ เธอเลยรู้สึกเจ็บปวดมาก (เรื่องนี้แค่ฟางเส้นสุดท้าย) เท่านั้นเอง ?

ในสังคมแฟนคลับ X Japan (เฉพาะ “ฝรั่ง” นะ) ออกจะเป็นสังคมที่แบบว่า ช่างขุดคุ้ย ประวัติศาสตร์วงมีเท่าไหร่ พวกนี้พร้อมจะทุ่มทุนขุด สืบเสาะ วิเคราะห์ ฉันว่าพวกนี้ไปเขียนหนังสือ Biography ของ X Japan อาจจะดีกว่าสมาชิกวงเขียนเอง (ฮา) บางทีก็รู้สึกว่า “น่ากลัว” และ “มันมากเกินไปแล้ว”  อย่างเรื่องที่เพิ่งรู้ คือเรื่องการทะเลาะกันของแฟนคลับประเภท Extreme fan คือ การถกเถียงกันความสัมพันธ์ของโยชิกิ โทชิ และฮิเดะ แล้วนำไปสู่การทะเลาะวิวาท ถึงขั้น Webboard แทบแตก ก็เพิ่งรู้ว่ามีคนถือเอาจริงเอาจังเรื่องนี้ด้วย ?! ผลของมันคือ มีแฟนระดับ Extreme fan ถึงขั้น shut down ตัวเองออกจากสังคมแฟนคลับ ซึ่งทำเอาขบวนการแฟนคลับแทบมืดบอดไปพักใหญ่ๆเลยล่ะ (ทุกวันนี้ก็ยังไม่ active เข้าขั้นสมัยรุ่งเรือง) เมื่อก่อนไม่เคยรู้ว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ พอมาทราบที่มาที่ไปของเรื่องแล้วก็รู้สึกช็อคว่า “เรื่องแค่นี้เองนะ ?!” แต่เรื่องเล็กสำหรับฉัน อาจจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนอื่นก็ได้.....

สรุปแล้ว...... มันทำให้ฉันยังกลัวสังคมแฟนคลับอยู่ดี (^^)”…………….  

ป.ล. ฉันก็เคยวีนใส่ webboard ฝรั่งเป็นพักๆ แม้จะทำจิตตกขนาดไหน แต่ก็ชอบเข้าไปอ่าน เพราะข่าวมันไวและข้อมูลแน่นดี (-__-)”
ป.ล. ตัดสินใจไม่เขียนเรื่องคดีความของโทชิต่อ จนกว่าจะมีประกาศขายบัตร Farewell Concert ของโทชิ... เพราะสถานการณ์ในแง่กฎหมายไม่สู้ดี กลัวทำแฟนๆคนอื่นเครียด (^^)”

ป.ล. *  จะเขียนตรง comment เปลี่ยนใจมาเขียนใน entry ด้วยความเป็นคนแบบนี้ ทำให้ก่อศัตรูไม่น้อย ทั้งๆที่ฉันก็อยากบอกว่า ฉันเองก็รัก "ศิลปิน" พวกนั้นเหมือนกัน แต่มุมมองความรักของฉันอาจจะต่างกับพวกเขา ผลก็คือ เหตุการณ์แรก ฉันวิวาทกับพวกแฟนคลับคนอื่นๆคนแทบเดินสยามฯ หรือไปสังสรรค์สังคมนั้นไม่ได้ (เวลาไปต้องแอบไป) กลัวโดนดักตีหัวหรือรุมตบ เหตุการณ์ที่สองไม่รู้ใครเอาเบอร์โทรของฉันไปให้ โดนตามถึงบ้านเลยล่ะ ตอนรับโทรศัพท์ยังงงๆอยู่ ใช้เวลาอยู่ 3 วันถึงรู้ว่าเขาโทรมาเอาเรื่อง ! (เมื่อก่อนเป็นพวกมองโลกในแง่ดีจัด ...^^") ..... วันเวลาผ่านไป นึกแล้วก็ขำ....คนเราเป็นไปได้ถึงขนาดนั้น  เพราะแบบนี้เลยไม่ค่อยกล้าสุงสิงกับชาว "แฟนคลับ" เพราะกลัวไปเหยียบต่อมความรู้สึกใครเข้าอีก.... และบางทีฉันก็ "เกรียน" ใช่น้อย เอิ๊ก! 

edit @ 7 Feb 2010 11:04:37 by glinda a.k.a. ~pride~

edit @ 7 Feb 2010 11:10:32 by glinda a.k.a. ~pride~