“แต่งงาน... สำหรับผมน่ะหรือ ? คนที่จะมาใช้ชีวิตกับผมได้.... ไม่มี”  .....Yoshiki



Hit Factory คือชื่อห้องอัดเสียงที่นิวยอร์คก ในห้องสตูดิโอ ผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อโยชิกิ เขามาที่ห้องอัดเพื่อ direct และ conduct การบันทึกเพลง Dahlia (มีวางขายในไทยแล้ว เป็นเพลง new entry สัปดาห์แรกก็ขึ้นอันดับ 1 เลยในชาร์ตคลื่นวิทยุหนึ่ง) ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตัวโยชิกิเองอยากทำเพลงดาห์เลียนี้ให้เป็นสปีดเมทัลออร์เคสตร้าความยาว 10 นาทีเศษทีเดียว)

คำไหนหนอจึงจะอธิบายความเป็นผู้ชายที่ชื่อโยชิกิได้เหมาะที่สุด ผู้ชายที่มีอารมณ์ดนตรีร้อนแรงอย่างเขา โยชิกิไม่ค่อยให้สัมภาษณ์เรื่องส่วนตัวของเขามาก่อน เขาไม่ชอบพูดถึงอดีตที่ผ่านมา จนทำให้มีหนังสือแนว Tabloid ของญี่ปุ่นรวมเรื่องอื้อฉาวของ X Japan พิมพ์ออกมาเป็นพ็อคเก็ตบุ๊คออกวางขาย ขายถล่มทลายถึง 1,200,000 เล่มแล้ว! เพราะความที่เขาเป็นคนไม่ชอบแก้ข่าวน่ะแหละ (จนโทชิเอาไปโจ๊กในคอนเสริ์ทดาห์เลียทัวร์ให้แฟนๆกรี๊ดสนั่นเล่น) แต่วันนี้ทุกอย่างมีข้อยกเว้น

เพราะโยชิกิจะมาเล่าถึงการใช้ชีวิตในอเมริกาเป็นบ้าน เรื่องของหัวใจ และการแต่งงาน

“หนาวนะครับ ที่ NY เนี่ยหนาวจริงๆ แต่ว่าผมยังชอบให้หนาวมากกว่าร้อน เพราะอากาศหนาวทำให้รู้สึกว่ามัน....โรแมนติก” เขายิ้ม “ผมมีบ้านอยู่ใน LA ด้วย ตั้งแต่ผมจากญี่ปุ่นมาก็อยู่ที่แอลเอนี่แหละครับ สำหรับแอลเอแล้วถ้านับในแง่เสียงดนตรี ผมว่าที่นี่คือศูนย์กลางของดนตรีโลก เพราะฉะนั้นในแอลเอนี่...ตัวผมจะไม่อยู่นี่ก็คงไม่ได้ แต่ถ้าจะว่ากันถึงอารมณ์ peak ด้านศิลปะจริงๆต้องเป็นนิวยอร์กครับ จะพูดว่าไงดีล่ะ อารมณ์ artistic มันล่องลอยอยู่ในท้องฟ้า ในอากาศนิวยอร์กทั่วไปหมด”

“ในปี 96 นี้ผมอาจจะใช้ชีวิตอยู่นิวยอร์คแล้วก็แอลเออย่างละครึ่งเลยก็อาจะเป็นได้นะ” คราวนี้เขาปลีกเวลาจากการทัวร์คอนเสริ์ท Dalhlia มาที่นิวยอร์กก็เพื่ออัดเสียง “ทำไมผมถึงต้อบินมาอัดเสียงถึง NY นี่น่ะหรือ ? เพราะผมอยากบันทึกเสียงเป็นออร์เคสตร้าด้วยวง American Symphony (ซึ่งเป็นวงออร์เคสตร้าที่เขาทำงานด้วยเป็นประจำ) แหม... จะว่าไปแล้วที่ญี่ปุ่นก็มีวงออร์เคสต้าดีๆเยอะ แต่เผอิญตัวผมเองเริ่มเรียนรู้การเป็นโปรดิวเซอร์ก็จากที่อเมริกานี่ตั้งแต่ 3 – 4 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นศัพท์แสงอะไรต่างๆในห้องอัดผมใช้วิธีจำศัพท์ภาษาอังกฤษไปซะหมดแล้ว ครั้นจะแปลงจากภาษาอังกฤษให้เป็นศัพท์ห้องอัดภาษาญี่ปุ่นนี่พูดยังไงไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้จะใช้ศัพท์เทคนิคว่าอะไรดี การมาอัดเสียงที่อเมริกามันก็ง่ายกว่าไม่ใช่เหรอ ?”

“ส่วนเรื่องชีวิตที่นี่...สบายมาก ผมอยู่จนชินซะแล้ว นอกจากเรื่องกิน ค่อนข้างลำบากเหมือนกันครับ เพราะผมชอบอาหารญี่ปุ่นเป็นอันดับหนึ่งเลย ชอบโอบะ อุด้ง แล้วก็นัตโตะมาก (ถั่วหมัก) แต่ผมเป็นผู้ชายที่ทำกับข้าวไม่เป็นเลยสักอย่าง จะผัดจะต้มจะจับอะไรก็ทำกับเค้าไม่ถูก ช่วยไม่ได้เลยนะเรา (หัวราะ...) ไอ้ช่วงเวลาที่ไม่รู้จะทำอะไรกินดีมีอยู่หนผมฮึดจะทำสปากเก็ตตี้กินเองมันซะเลย ก็ลองทำดูน่ะนะ...แต่ว่า...” (หัวเราะเบาๆแทนคำตอบ กินไม่ลงละซิท่า)


“สมัยก่อนโน้นผมเล่นเปียโนมาตลอด ครูชอบดุผมว่า โยชิกินี่เธออย่าไปใช้มีดหั่นอะไรสิ เดี๋ยวก็บาดนิ้วเอาหรอก ผมไม่เชื่อเลยโดนบาดมาแล้ว มีปัญหากับเปียโนก็แค่เรื่องมีดบาดนิ้วนี่แหละ นอกนั้นทำได้หมด สบาย ซักผ้า ถูบ้านน่ะเหรอผมชอบมากเลย ถ้าให้ซักผ้าถูกบ้านถึงไหนถึงกัน (นึกภาพเจ้าชายของคุณซักผ้าเหยงๆ เนี่ยนะ โอ้....ยากจะบรรยาย) ชีวิตส่วนใหญ่ของผมน่ะหรือ อืมม์...ก็อยู่บ้านกับเข้าห้องอัด แค่นั้นจริงๆ ผมไม่ค่อยได้ออกจากบ้านไปไหนจริงๆ นะ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ไปเที่ยวที่ไหนก็ไม่เคยไป อย่างมากก็ไปลาสเวกัน แต่ครั้งเดียวเองมั้ง ที่แอลเอ ผมไม Universal Studio มา อ้อ...แล้วก็ Magic Land แต่ไปดูคอนเสริท์เนี่ยไม่เคยมีบุญได้ไปดูเลย ถึงจะได้ออกนอกบ้านกับเขาบ้างก็แค่เดือนละหนเอง เวลาที่ได้ออกจากบ้านทีอารมณ์ดีเป็นวันๆ ทดแทนชีวิตที่น่าเบื่อของผมจริงๆเลยนะ”

“ท่ามกลางโลกที่แสนกว้างใหญ่นี้ อยากให้คนมองผมเป็นมนุษย์ตัวเล็กกะจ้อยร่อยคนหนึ่ง...เท่านั้น”

เขาจากญี่ปุ่นมาอยู่อเมริกาถึง 3 ปี โยชิกิเล่าว่า “ผมเห็นการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ก็ enjoy ดี” แต่ว่าทำไมนะเขาเลือกทิ้งญี่ปุ่นมาทั้งที่เป็นช่วงกำลังโด่งดังถึงขีดสุดแท้ๆ (ปี 1992 หลังอัลบั้ม Jealousy ที่ยกพวกเขาทั้งห้าเป็นวงดนตรีอันดับหนึ่งของเกาะญี่ปุ่น และกลายเป็นฮีโร่ของวงการณ์ดนตรีไปเลย) เขาให้เหตุผลว่าทำไม

“ก่อนจะฝันว่าอยากมี debut album ความฝันของผมคือ อยากเป็นปัจเจกชนคนหนึ่ง คือ ทุกอย่างมันมีขั้นตอนของมันทั้งนั้น แรกสุดก็ฝันอยากออกอัลบั้มแรกให้ได้ และแน่นอนต้องฝันอยากประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น คือ มี Debut เปิดตัวก่อนกแล้วถึงได้ออกอัลบั้มซีดี จากนั้นฝันถึงการได้เล่นคอนเสริ์ตที่โตเกียวโดม จากนั้นก็ฝันว่าจะต้องมีอัลบั้มที่ทำยอดขายได้ล้านแผ่นให้ได้ทั้งหมดที่พูดได้ทำมาหมดแล้ว ทีนี้ต่อไปคุณจะทำอะไรดี ? คำถามนี้คนสัมภาษณ์ชอบถามผมมาเยอะ คำตอบคือ ก็ดังไปทั่วโลกน่ะสิ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเดินตามความฝันขั้นต่อไป ชีวิตคนเราก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ

การที่เราต้องออกมาสู้นอกบ้านเกิดตัวเอง จะแพ้หรือจะชนะมันก็เหมือนการเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ (*1)  คุณจะต้องก้าวเข้าสู่โลกที่มีสภาพแวดล้อมต่างออกไป นั่นคือ ข้อหนึ่ง สอง...คือต้องไปเริ่มต้นทุกสิ่งทุกอย่างใหม่หมด เราะจะทำได้มั้ยนะ เห็นไหม มันไม่ต่างกันหรอก มันต้องมีช่วงหนึ่งที่เราคิดว่าเราต้องเอาชนะการท้าทายนี้ให้ได้ ชีวิตมันถึงจะมีรสชาติ มีสีสันไม่ใช่หรือ ตัวผม ผมมาเหยียบที่นี่แล้ว..มันรู้สึก hungry หิวกระหายความแปลกใหม่ของชีวิต อารมณ์แบบนี้มันต้องมี

สำหรับที่นี่ ถึงในญี่ปุ่นใครๆจะเรียกผมว่าเป็นร็อคสตาร์ แต่ที่นี่ผมเป็นนายอะไรก็ไม่รู่ ถ้าจะให้เรียงคำพูดดีๆใหม่ก็คือ คุณจะดังที่ไหนยังไงก็แล้วแต่ เอามาใช้กับที่นี่ไม่ได้ อันนี้แหละที่ผมอยากทำ บ้านที่แอลเอของผมหน้าเตียงแปะแผนที่โลกไว้เตือนใจตัวเองว่าโลกมันใหญ่ตั้งขนาดนี้นะ ผมเองฝ่าฟันมาจนถึงทุกวันนี้ก็เพื่อไอ้โลกกลมๆ ใบนี้แหละ ผมดังแค่ในจุดเล็กนิดเดียวของโลกใบนี้ ที่ยังมีอเมริกา มียุโรป มีอีกตั้งหลายพื้นที่ที่คนไม่รู้จักผม จากนี้ไปผมจะทำให้โลกของผมใบนี้มันกว้างขึ้น (หมายถึงมีชื่อเสียงครอบคลุมทั่วโลก) ในโลกใบที่กว้างใหญ่นี้ผมอยากให้คนมองผมเป็นแค่มนุษย์ตัวเล็กๆคนหนึ่งเท่านั้น”


To be continue…..

Reference : Starpics Magazine, 1996.

แค่นี้ก่อน มีเวลาจะมาพิมพ์ต่ออีกนะคะ

1* (บ้านเราเลิกระบบนี้ไปนานแล้ว ไม่รู้เด็กรุ่นใหม่อ่านแล้วจะเกทความหมายที่โยชิกิพูดหรือเปล่า ? อ่า...หรือมีแต่คนแก่ๆที่ยังเป็นแฟนวงนี้ยังเข้าใจอยู่ (^^)”)

กลับบ้านไป ค้นหาหลักฐานการศึกษาม.ปลายเพื่อเอาไปเขียนใบสมัครทุน ปรากฏหาไม่เจอ เจอแต่ม.ต้น (=__=)” แต่ดันไปเจอแฟ้ม X Japan อีกหนึ่งแฟ้ม เออ....เรานี่ก็สาวก J rock ตัวยงเลย เก็บข้อมูลเยอะมาก เอามาใช้กับเอกสารสำคัญบ้างสิโว้ย!

ในยุคที่ J rock รุ่งเรือง มีนิยายหลายเล่มลงเรื่อง J Rock เล่มนี้ลงหลังจากโยชิกิมาเยือนเมืองไทยครั้งแรกไม่นานนัก ที่น่าสนใจคือ ทาง Starpic Claim ว่าเป็นคนสัมภาษณ์โยชิกิเองในงานเลี้ยง Business Party ที่ทาง Sony Music Thailand เป็นเจ้าภาพจัดให้ แต่ฉันว่าคงไม่ทั้งหมดหรอก คงจะเอาจากนิตยสารญี่ปุ่นมาประกอบด้วย ประเด็นหลักที่มาอ่าน ณ เวลานี้หลังจากผ่านไปเกือบ 10 ปีคือ รู้สึกว่าโยชิกิค่อนข้างจะเปิดเผย attitude ของตัวเองเยอะมาก อย่างที่ไม่เคยปรากฏในนิตยสารฉบับไหน รวมทั้งเรื่องอดีตคนรักและแฟนสาวที่คบกัน ณ ขณะนั้น (คนที่ควงมาด้วยที่ไทยนั่นแหละ เห็นว่าในปาร์ตี้นี้หวานกันมาก) ความจริงแล้วโยชิกิก็ไม่ใช่คนปิดตัวเองอะไรนักหนาเมื่อเทียบกับ Rockstar คนอื่นๆ อย่างน้อยเรื่องบ้าน ครอบครัว วัยเด็กอะไรก็พูดเยอะมาก เพียงแต่ไม่ค่อยเอาลงสื่อกันเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ใน Sayonara (Solo works) Concert ของโทชิ เธอก็พูดเรื่องอดีตออกจะเยอะ 

อีกประเด็นคือ รู้สึกตัวเองเก็บสัมภาษณ์โยชิกิยุค 1996 ไว้ไม่น้อย เลยรู้สึกว่า ณ เมื่อมามองดู X Japan ในเวลานี้ ที่มีชื่อประกาศในงาน Music Festival Lollapalooza 2010 ก็ทำให้มองเห็นความพยายามอันแสนยาวนานของโยชิกิ แม้ว่าในบางครั้งจะหยุดพัก อ่อนล้า แต่ในที่สุดก็พยายามไปจนถึง การใช้ชีวิตอยู่ในแอลเอ มาเป็นสิบปี คือความพยายามที่จะก้าวต่อไปนั่นเอง จากคนเอเชียเล็กๆคนหนึ่งที่ทุกวันนี้ก็ยังคงต้องดิ้นรนต่อสู้กับอะไรหลายๆสิ่ง รวมทั้งสุขภาพของตัวเอง

อีกเรื่อง เมื่อก่อนถามเรื่องแต่งงาน ชีวิตแต่งงาน โยชิกิจะตอบแนวนี้ทุกที แต่นับแต่ปี 2005 เป็นต้นมานับว่าเสียงอ่อนไปเยอะแล้วนะ (^^)

เวลาเปลี่ยน... คนเปลี่ยน... จะจมอยู่กับอดีต หรือจะก้าวต่อไป เราเลือกได้ ? 

เตรียมรับสภาพถ้า Best Album ออกมา พร้อมรับทุกคำวิจารณ์ เชื่อได้ว่า ไม่ว่าจะทำอะไร ต้องโดนด่าเสมอ แต่คุณโยเธอก็พร้อมรับอยู่แล้ว (^^)::::

edit @ 18 Apr 2010 23:17:04 by glinda a.k.a. ~pride~

Comment

Comment:

Tweet

ชอบ x-japan มานานมาก แล้วก็หลงลืมไปด้วยชีวิตปะระจำวัน ภาระหน้าที่  เพิ่งได้กลับมาติดตาม X เมื่อไม่กี่เดือน ขอบคุณนะคะที่เขียนเรื่องราวของ x เอาไว้ อ่านแล้วมีความสุข เหมือนอารมณ์ปลื้มรุ่นพี่กลับมาอีกครั้ง  ขอบคุณจากใจค่ะ

#5 By Tik (171.7.199.174|171.7.199.174) on 2015-05-23 21:24

ขอบคุณมากคะconfused smile

#4 By pigton on 2010-04-28 10:26

จำได้ว่าตอนเด็กๆเคยอยากเอาแผนที่โลกมาแปะไว้ในห้องนอนก็เพราะอ่านบทสัมภาษณ์นี้ ความมุ่งมั่นของคุณโยเท่ห์จริงๆ big smile

พร้อมรับทุกสถานการณ์เช่นกันค่ะ เรื่อง feedback ของเบสท์อัลบั้ม

#3 By kmecal on 2010-04-19 01:11

ก้าวต่อไปนะคุณ Yo

สู้ๆกับทั้งเรื่องงาน เรื่องสุขภาพ

อัลบั้ม นานแค่ไหนก็รอได้

อยากไป Lollapalooza

แต่ท่าทางจะยากค่ะ ลาไปเยอะแล้ว

#2 By staybeautiful on 2010-04-19 00:07

ชอบX-japanเหมือนกันค่ะ

และคิดว่าเข้าใจความรู้สึกของการสอบเอ็นทรานส์ดีเพราะพึ่งสอบมาสดๆปีนี้ ถึงแม้จะเป็นแอดมิดชั่น

เหมือนโยชิกิจะเลือกงานเพลงมากกว่าชีวิตส่วนตัวนะค่ะ
ชีวิตโยชิกิคือดนตรี

เสียดายที่สุดท้ายXjapanก็ไม่ได้มาไทยในปีที่ผ่านมา

We are X

#1 By fuwa on 2010-04-19 00:04