Review : Avatar ปฏิวัติวงการณ์ภาพยนต์ CG
posted on 21 Dec 2009 09:09 by glinda in MoviesRead At your own Risk.
ไม่ถึงกับสปอยส์ แต่เสี่ยงเอาเองนะคะ
รีบรีวิว เพราะอาทิตย์นี้จะเป็นอาทิตย์สุดท้ายของการทำงานแล้ว มีอะไรที่ต้องทำอีกเยอะแยะ หยุดยาว 1 อาทิตย์คิดว่าคงไม่แบก Notebook กลับเชียงใหม่ไปด้วย ดังนั้นจะอยู่ในสภาพไร้การติดต่อกับโลกอินเตอร์เนทนะคะ หวังว่าคงไม่มีข่าวอะไรใหญ่โตเวลาเราอยู่ห่างจาก Cyberworld (ข่าวใหญ่ของฉันมีแค่ประกาศคอนฯของ X Japan ไงที่นั่งรอทุกวัน แต่คงไม่มีในช่วงนี้หร๊อก !!! ^^”)
ไปดูด้วยความรู้สึกที่เหมือนบังคับตัวเองให้ไปดู ชอบหนังแฟนตาซีก็จริงแต่เกลียดหนังมุ่งเน้นขาย CG แฟนตาซีกับ CG มันแยกกันไม่ออกก็จริง แต่ไม่ได้อยากดูหนังที่ CG เริ่ดแต่บทเห่ย นับแต่ James Cameron ปล่อยตัวอย่างหนังออกมา นอกจากสร้างกระแสฮือฮาเรื่อง CG ที่แสนจะ Smooth แล้วยังวิพากษ์วิจารณ์กันว่า แค่ปล่อย Teaser ออกมาในส่วนเนื้อเรื่องก็ได้กลิ่นน้ำเน่าโชยหึ่งมาแต่ไกล ทำเอาแฟนๆเดาเนื้อหากันไปไม่ไกลไปจากกันนัก
ด้วยศรัทธาใน James Cameron ว่าถึงจะน้ำเน่าแต่ก็ยังเห็นเงาจันทร์ละน่า..... ก็ตัดสินใจไปดู
ดูแล้วพบว่า CG คือพระเอกของเรื่องจริงๆ และเนื้อเรื่องก็เน่าซะไม่มี ....เรียกว่าอ้าปากก็เห็นทะลุไปถึงลำไส้ใหญ่ ไม่หนีจากที่แฟนๆเคยเดามาตั้งแต่เห็น Teaser
แต่ James Cameron ยังไม่สิ้นลาย ถึงน้ำเน่าแต่ยังเห็นเงาจันทร์จริงๆ เนื้อหาที่ประเภทรักข้ามเผ่าพันธุ์ Underdogs และฮีโร่ผู้กอบกู้โลกของเขายังลงตัวและงดงามอยู่ โดยรวมแล้วหนังสนุกมาก คะแนนเต็ม 10 ให้ 8 หักความที่เนื้อเรื่องเดาง่ายเกินและสูตรสำเร็จเกินไปประกอบเพลงตอนจบไม่ค่อยโดน หนังจบไม่มีใครสนใจนั่งฟังเพลง Theme (ที่ร่ำลือกันว่าเพราะมาก) สักคน (^^)” (สงสัยคนดูอั้นจนไม่สามารถซาบซึ้งกับอะไรได้อีกแล้ว) แต่ฉันก็นั่งฟังนะ เดินออกจากโรงหนังเป็นคนสุดท้ายเลยล่ะ
ว่าในส่วนของ CG ก่อน ช่างงดงามอลังการ เนียนสนิทไร้รอยต่อ ทอเต็มผืน หลับสบาย เฮ้ย!!!!.... คือ มันช่างเป็นธรรมชาติ แสดงอารมณ์ได้แจ่มชัด ชัดเจนในแสงสว่างไม่ต้องอาศัยอากาศขมุกขมัวหรือฝนตกทั้งปีทั้งชาติเพื่อพรางความไม่แนบสนิทของ CG แม้ว่าบางส่วนจะทำให้เชื่อถึงการมีชีวิตของมันได้ยาก แต่โดยรวมก็ถือว่า ตื่นตาตื่นใจกับ CG ที่ทำให้แพนโดร่างดงามเหลือเกิน .....แต่ไม่ตื่นตาตื่นใจกับภาพลักษณ์โลกแพนโดร่าหรอกนะ เพราะเผอิญดู Anime กับเกมส์ Final Fantasy มาเยอะ (^^)”
เนื้อหา ตัดเรื่องรักข้ามเผ่าพันธุ์หรือฮีโร่ผู้มาจากโลกอื่นมากอบกู้โลกนี้ออกไป หนังก็มุ่งเน้นเสนอการรุกรานของทุนนิยมเข้าสู่อนุรักษ์นิยม ชาวโลกที่มีปัญญาเดินทางรอนแรมมาถึงแพนโดร่าเพื่อสินแร่อันที่ไม่ได้บอกว่าจะเอามันไปทำอะไรถึงได้ทุ่มทุนมหาศาลมาถึงที่นี่ ? ถ้าเอามันมาเป็นพลังงาน ก็อยากจะถามว่า แล้วที่แกมีปัญญามาถึงแพนโดร่าและมีเทคโนโลยีไฮโซสุดหรูหราสะดวกสบายนี่ มันได้พลังงานมาจากอะไรฟ่ะ ?! แล้วมนุษย์ที่มีปัญญาข้ามอวกาศมาถึงดาวเคราะห์แห่งนี้และสร้างอณานิคมที่ดูแล้วก็อยู่สบายพอสมควร นั่งๆนอนๆ รอให้ชาวนาวีย้ายบ้านไม่ไหว ก็เปิดฉากไล่เจ้าที่เอาแร่โดยไม้แข็งอย่างเหี้ยมโหด ชาวนาวีจึงต้องลุกขึ้นสู้ ชักจะจับจุดหนังของ Cameron ได้แล้วว่าจะต้องมาระเบิดภูเขาเผากระท่อมกันท้ายเรื่องนี่เอง
แม้ว่าตัวร้ายของ Avatar นี้ดูเหมือนเดินออกมาจากการ์ตูน คือแบนแต๋ดแต๋ไร้มิติ ฝั่งพระเอกก็ทั้งเก่งทั้งเฮงเหลือเกิน จนแทบอยากจะถาม Cameron ว่า “Have you written this story when you were 15 years old ?” ……จะว่าไปหนังจบแล้วก็สบายใจดีค่ะ ไม่ค้างคาใจเหมือน Titanic แต่ถ้ามองโดยเอาความเป็นจริงเข้าไปจับเนื้อหา ก็ชวนให้น่าสงสัยอยู่เหมือนกันว่าโลกของเราใน ณ ยุคนั้น อยู่กันอย่างไร ? เท่าที่รู้จากหนังคือไม่มีต้นไม้สีเขียวเลยสักต้น และมีตลาดหุ้น แต่จะมีรัฐบาลหรือสหประชาชาติไหม ? และมีพวก NGO หรือ Green Peace หรือเปล่า ? แหม๊....อยู่ดีๆยกกองกำลังไปขุดแร่ ไล่ยิงเจ้าของที่เขาเฉยเลย ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าเราพบโลกที่อุดมสมบูรณ์มากมายขนาดนี้ เราน่าจะมองอะไรมากกว่าแร่ๆๆๆๆๆๆ เงินๆๆๆๆๆๆ นะ แน่ล่ะ! อาจจะไม่ใช่คนกลุ่มนี้ แล้วคนกลุ่มอื่นที่อยู่บนโลกล่ะ ? นอกจากคนพวกนี้แล้วไม่มีใครมีเทคโนโลยีหรือเงินทุนมากพอจะเดินทางมาแพนโดร่าเลยหรือ ? หรือมาแล้วจะวุ่นวายกว่าเก่าก็ไม่รู้ ? …. แล้วตอนจบ แน่ใจได้อย่างไรว่าพวกที่ไล่กลับไปจะไม่กลับมาพร้อมกำลังที่มากกว่าเก่า ??!? …….คิดเล่นๆน่ะค่ะ (^^)”
ตอนที่ดู Preview ของ Avatar มีทีมงานคนหนึ่งพูดว่า Avatar คือการปฏิวัติวงการภาพยนต์ จนมาได้ดูแม้จะไม่ใช่ 3มิติ ฉันก็เข้าใจในทันที ด้วยเทคนิค CG ที่ละเอียดลออในการสร้าง Character คล้ายมนุษย์ที่สามารถแสดงอารมณ์ได้ แม้จะยังไม่ไปถึงมนุษย์ ทำให้ชวนคิดว่า จากนี้ไปนักแสดงอาจจะมีฐานะเป็นแค่เงาของ CG ก็ได้ อีกหน่อยคงพัฒนาจนสามารถสร้างมนุษย์ CG ที่นุ่มนวลราวกับมีตัวตนอยู่จริงๆ อ่า...นึกถึงหนังเรื่อง Simone ขึ้นมาแล้วนะนี่ !
สรุปแล้วหนังสนุกมากค่ะ แนะนำให้คนอื่นไปดูได้ไม่อายปากเลย
ข้อคิดของหนัง (ไม่ใช่ของฉัน)
- ทุนนิยมนั้นชั่วร้ายทำลายทุกสิ่ง
- อนุรักษ์นิยมย่อมได้รับชนะในที่สุด
- ธรรมชาตินั้นคือชีวิต จังหวะคอยลิขิตให้ชีวิตก้าวไป
- สิ่งศักดิ์สิทธิมีจริงนะเธอว์
- New Zealand คือดินแดนในฝันของคนทำหนังแฟนตาซี
ป.ล. รอ Battle Angel : Alita หรือ Gummu อยู่นะเฟร้ย ไหนบอกจะสร้างไง รอมาเกือบ 8 ปีแล้ว !!!!
edit @ 21 Dec 2009 09:31:35 by glinda a.k.a. ~pride~
)
…. ไม่รู้สินะ... ชอบคนบุคลิกเย็นชาแบบนี้ แต่เสียอย่าง อิตอนออกรบ ไหงพี่แกไม่ยักกะใส่ชุดเกราะเหมือนชาวบ้านเขา ....แหม เท่แต่ไม่ปลอดภัยนะคะ แล้วไงล่ะ .... กลับบ้านเก่าเลย เฮอะ! (หนังมันจะยาวกว่านี้ไม่ได้แล้วเฟร้ย!)
)
แต่เดิมมาทราบมาว่า ผกก.คิริยะยกเพลงธีมซองให้โยชิกิชนิดที่ว่า เปิดอิสระให้โยชิกิทำเต็มที่โดยไม่สนว่ามันจะเข้ากับหนังหรือไม่ ขอให้โยชิกิทำเหอะ เราก็อยากจะรู้ว่ามันจะเข้ากับหนังไหม ? พอดูหนังทั้งเรื่องจบแล้ว ก็คิดว่าเพลงธีมซองเข้ากับหนังดีจังค่ะ หนังมีภาพนกเหยียวบินร่อนถลาอย่างอิสระบนท้องฟ้าออกมาหลายครั้ง ตอนที่เพลงนี้ออกมาแล้วได้ฟังโดยไม่ได้ดูหนัง ฉันเคยบอกว่า ฟังเพลงนี้ทีไร รู้สึกกำลังบินอยู่บนท้องฟ้า..... ไม่รู้คิดเข้าข้างตัวเองหรือเปล่า ? เมื่อดูหนังนี้จบแล้ว รู้สึกว่า ROSA สื่อถึงความอิสระของโกเอม่อน ความอิสระที่ยังปรารถนาการโอบอุ้มจากคนที่รัก ตอนเห็นชื่อโยชิกิขึ้นมา ก็เฮในใจเงียบๆ แต่แอบน้อยใจน้า.... ไม่มีใครอยู่ฟังเพลงจนจบเลยนอกจากกลุ่มเราและสามีภรรยาคู่หนึ่งเท่านั้น