Movies

หนังที่รอคอย Alice in Wonderland

posted on 14 Mar 2010 21:48 by glinda in Movies

เมื่อวานไปดู Alice in Wonderland มาค่ะ บอกแล้วว่าต่อให้ต้องบุกป่าฝ่าดงไป เราจะต้องไปดูให้ได้ เรื่องนี้รอมานาน เมื่อไหร่มี Tim Berton, Johny Depp และหนังพีเรียดเมื่อไหร่ เมื่อนั้นติสต์แตก!!!

จากเทพนิยายที่โด่งดังมาร่วมสมัย นับแต่สมัยวิคตอเรียนของ  Lewis Carroll

อาจจะสปอยส์!

ไม่ขยายเนื้อเรื่องก็แล้วกัน เพราะมันเป็นเทพนิยายที่แสนป๊อปปูล่ามาเป็นร้อยกว่าปีแล้ว เนื้อหาทราบกันโดยทั่วหน้าว่าเป็นเรื่องของเด็กหญิงที่หลงเข้าไปในดินแดนมหัศจรรย์ที่แสนจะพิลึกกึกกือ (ให้นักจิตวิทยาวิเคราะห์กันภายหลังว่าคนแต่งเขียนออกมาได้อย่างนี้เมายาหรือเปล่า ?)  เนื่องจาก Tim Burton มีลักษณะการทำหนังอันเป็นเอกลักษณ์ บ้าๆเมาๆ มึนๆ ดิบๆ ติสต์ๆ เมื่อมาจับ Alice in Wonderland จึงเป็นการจับคู่บทประพันธ์และนักทำหนังที่สมน้ำสมเนื้อกันยิ่งนัก

แม้ว่าตัวหนังจะถูกแฟนๆ Tim Burton วิพากษ์วิจารณ์ว่า เปี่ยนไป๋  ทำได้ไม่ถึง มันจะต้อง Dark ลึก มืด เปลี่ยว บ้ากว่านี้ แต่ฉันก็ถือว่า เมื่ออยู่ใต้โลโก้ของ Disney Pictures ทำได้ลูกบ้าขนาดนี้ ก็นับว่าถึงมาตรฐาน Disney ที่ต้องใสสะอาดเหมาะกับเยาวชนของโลกโดยที่ Burton ไม่ต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปมากนัก (ธุรกิจน่ะลูกจ๋า บ้าอุดมการณ์แต่ท้องต้องอิ่มด้วย)



เริ่มด้วย Alice ที่ตอนนี้หนูเป็นสาวแล้วด้วยหน้าตาแบบมึนๆซึมๆตาเป็นหมีแพนด้าได้ฟิลความเป็นหนังของ Tim Burton ดี เจอเซอร์ไพรส์ด้วยงานเลี้ยงที่เธอจะไปกลายเป็นงานประกาศการแต่งงานของเธอซะฉิบ เนื้อหาละเอาไว้ แต่ที่จับประเด็นได้คือ นับแต่ร่วงลงไปในโพรงกระต่ายนับแต่วัยเยาว์จนถึงทุกวันนี้ เธอมักจะฝันเรื่องเดียวกันซ้ำซากเสมอ และมักจะนอนไม่ค่อยหลับ (ถึงได้ตาโบ๋ได้อย่างนั้น) นับเป็นอาการที่ประหลาดมาก เนื่องจากฉันเองก็อ่าน Alice in Wonderland และ Through the Looking Glass มาเนิ่นนานตั้งแต่ เลยไม่ค่อยเข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่ Tim Burton เติมเข้ามาหรือเปล่า ? แต่โชคยังเป็นของอลิซที่ในวัยเยาว์ เธอยังมีคุณพ่อที่เอาใจใส่และเข้าใจเธอเป็นอย่างดี และโชคดีจัดเข้าไปอีกที่ในตอนจบ เธอยังมีคุณลุงใจดีที่เข้าใจเธอสนับสนุนเธอไม่ยึดติดกับขนบธรรมเนียมในยุควิคตอเรียนในขณะนั้นเลย Alice เป็นคนที่โชคดีจริงๆ (หนัง Feel Good นะนี่!) โดยตอนจบของเรื่อง Lewis ยังเข้าข้าง Feminist อย่างเต็มที่อีกด้วย นับว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับยุควิคตอเรียน

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในนิยายประเภทข้ามภพ ผจญแดนมหัศจรรย์ ในยุคนั้น (วิคตอเรียน – เอ็ดเวิร์ด) ต่อให้ดินแดนนั้นน่าอยู่สักเพียงใด เปี่ยมด้วยมิตรภาพ ตัวละครของเรามักจะเลือกกลับมาโลกแห่งความเป็นจริง (ที่ต้องปากกัดตีนถีบแห่งนี้) เสมอ ถ้าจะละทิ้งดินแดนแห่งความเป็นจริงไป ต้องละทิ้งกายหยาบไปด้วย (อ๊ะ! กรณี Avartar ปี 2000s ก็เช่นกัน ?) มันแสดงว่า สุดท้ายแล้ว แม้จะมีที่ใดที่แลดูสุขสบายเหมือนฝัน แต่มนุษย์ยังไม่แน่ใจอยู่ดี จึงเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคยดีกว่าหรือไม่ ?

แต่สำหรับอลิซแล้ว ฉันรู้สึกเหมือนว่า เธอคิดว่า Wonderland เป็นของตายอ่ะ หรือบางทีเธอจะเข้าใจความเมาๆ ของเธอว่าสิ่งพวกนี้อาจจะไม่มีอยู่จริง เลยเลือกที่จะปฏิเสธไปก่อน

โทนของหนัง ออกสีฟ้าเทา หม่นหมอง มีสีสันสดใสแซมเล็กน้อย ฉันรู้สึกถึงความลึกลับ มืดม่น และเยือกเย็น ฉันชอบหนังสีทนนี้มากเลยล่ะ

มาดู Characters ในหนังกันดีกว่า

- Mad Hatter รู้สึกว่าเมื่อรับบทด้วย Johny Depp ต่อให้เป็นคาร์แรกเตอร์ที่ Make-up หนาเต๊อะประกอบคอสตูมบ้าๆ ก็ยังส่งเสน่ห์ Sex Appeal ออกมาอย่างล้นเหลือ แอบไปดู fansite Alice in Wonderland มาแล้ว มีแต่คนหลงเสน่ห์ Mad Hatter (ฮา) ความนิยมสูสีกับเจ้าแมวเหมียวเชสเตอร์เลยล่ะ จะว่าไปแล้ว Mad Hatter มีมุมของความเป็นฮีโร่ของชายผู้เจ็บปวดจากความสูญเสียอยู่ไม่น้อย

- แมวเชสเตอร์ แมวล่องหนที่ดูเหมือนลอยตัวที่สุดในเรื่อง (ความหมายทั้งทางตรงและทางอ้อม) ที่สามารถหายตัวแว๊บหนีไปได้ทุกที่ ช่างสะดวกสบายอะไรเช่นนี้ ด้วยหน้าตาที่ยิ้มยียวน ช่างออดอ้อน และกลัวกลมฟู เลยรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารักไม่น้อย



- ราชินีขาว ดูท่าทางหล่อนแอ๊บแบ๊วอย่างไรก็ไม่ทราบ จริตจะก้านแพรวพราว แบบว่าเหมือนหล่อนเองก็แอบแรงอยู่ในที นี่คงเป็นการตีความในแบบของ Tim Burton ละมั้ง ? ถ้ามองฉากที่มีหิ่งห้อยบินผ่านหน้าราชินีขาวแล้วหล่อนเผลอทำท่ารังเกียจสุดๆนั้น อาจจะบอกใบ้อะไรบางอย่าง (ฮา) แต่ถ้าเอาสื่อที่ฉันได้จากหนัง คือจะเป็นที่ว่า สีไม่ได้บอกถึงความเป็นคนดีหรือคนเลว หรือมนุษย์ไม่มีใครดีหมดจดขาวสะอาด

- ราชินีแดง จะว่าไปแล้ว Tim Burton มักมีมุมมองความเห็นอกเห็นใจพวกตัวร้ายในนิยายเสมอ เช่นเดียวกับราชินีแดงของ Lewis Carroll ที่เรายังเห็นราชินีแดงในมุมของความน่าสงสารและแวดล้อมด้วยความสอพลอ และเชื่อมั่นในสิ่งผิดๆ การที่เธอเกิดมาผิดปกติทำให้เธอยากจะได้รับความรัก ยิ่งได้รับการปลูกฝังผิดๆ ยิ่งทำให้เธอร้ายไปใหญ่

- ตัวละครตัวอื่นก็น่ารักดีค่ะ รวมทั้งอ้วนแฝดหัวแตงโมที่น่าสยองขวัญมากกว่าน่ารัก และอัศวินหล่อโฉด

สรุปแล้ว มุมมองของ Tim Burton ไม่มีใครร้ายจนถึงที่สุด และไม่มีใครดีหมดจด ในโลกนี้ไม่มีขาวสะอาดหรือแดงเถือก

หนังสนุกใช้ได้ค่ะ ชอบบรรยากาศของเรื่อง แม้มันจะดูเรื่อยๆมาเรียงๆ แต่ตอบสนองความบันเทิงแบบ Disney ได้ดีมาก ยังอยากดูอีกรอบเลย

แถม Ebook ของ Alince in Wonderland และ Throught the Looking Glass

http://ebooks.adelaide.edu.au/c/carroll/lewis/alice/

วาดอย่างเมาๆ 

สยองไม่แพ้ตัวจริงเลย ความจริงแล้วพระเอกเรื่องนี้คือ Mad Hatter นะนี่

Read At your own Risk.

ไม่ถึงกับสปอยส์ แต่เสี่ยงเอาเองนะคะ 

รีบรีวิว เพราะอาทิตย์นี้จะเป็นอาทิตย์สุดท้ายของการทำงานแล้ว มีอะไรที่ต้องทำอีกเยอะแยะ หยุดยาว 1 อาทิตย์คิดว่าคงไม่แบก Notebook กลับเชียงใหม่ไปด้วย ดังนั้นจะอยู่ในสภาพไร้การติดต่อกับโลกอินเตอร์เนทนะคะ หวังว่าคงไม่มีข่าวอะไรใหญ่โตเวลาเราอยู่ห่างจาก Cyberworld (ข่าวใหญ่ของฉันมีแค่ประกาศคอนฯของ X Japan ไงที่นั่งรอทุกวัน แต่คงไม่มีในช่วงนี้หร๊อก !!! ^^”)



ไปดูด้วยความรู้สึกที่เหมือนบังคับตัวเองให้ไปดู ชอบหนังแฟนตาซีก็จริงแต่เกลียดหนังมุ่งเน้นขาย CG แฟนตาซีกับ CG มันแยกกันไม่ออกก็จริง แต่ไม่ได้อยากดูหนังที่ CG เริ่ดแต่บทเห่ย นับแต่ James Cameron ปล่อยตัวอย่างหนังออกมา นอกจากสร้างกระแสฮือฮาเรื่อง CG ที่แสนจะ Smooth แล้วยังวิพากษ์วิจารณ์กันว่า แค่ปล่อย Teaser ออกมาในส่วนเนื้อเรื่องก็ได้กลิ่นน้ำเน่าโชยหึ่งมาแต่ไกล ทำเอาแฟนๆเดาเนื้อหากันไปไม่ไกลไปจากกันนัก

 

ณ วันนี้ หนังเรื่องนี้ได้ปรากฏแก่สายตาประชาชนแล้ว….

 

  ด้วยศรัทธาใน James Cameron ว่าถึงจะน้ำเน่าแต่ก็ยังเห็นเงาจันทร์ละน่า..... ก็ตัดสินใจไปดู

 

 

 
ดูแล้วพบว่า CG คือพระเอกของเรื่องจริงๆ และเนื้อเรื่องก็เน่าซะไม่มี ....เรียกว่าอ้าปากก็เห็นทะลุไปถึงลำไส้ใหญ่ ไม่หนีจากที่แฟนๆเคยเดามาตั้งแต่เห็น Teaser

 

 


แต่ James Cameron ยังไม่สิ้นลาย ถึงน้ำเน่าแต่ยังเห็นเงาจันทร์จริงๆ เนื้อหาที่ประเภทรักข้ามเผ่าพันธุ์ Underdogs และฮีโร่ผู้กอบกู้โลกของเขายังลงตัวและงดงามอยู่ โดยรวมแล้วหนังสนุกมาก คะแนนเต็ม 10 ให้ 8 หักความที่เนื้อเรื่องเดาง่ายเกินและสูตรสำเร็จเกินไปประกอบเพลงตอนจบไม่ค่อยโดน หนังจบไม่มีใครสนใจนั่งฟังเพลง Theme (ที่ร่ำลือกันว่าเพราะมาก) สักคน (^^)” (สงสัยคนดูอั้นจนไม่สามารถซาบซึ้งกับอะไรได้อีกแล้ว) แต่ฉันก็นั่งฟังนะ เดินออกจากโรงหนังเป็นคนสุดท้ายเลยล่ะ

 


ว่าในส่วนของ CG ก่อน ช่างงดงามอลังการ เนียนสนิทไร้รอยต่อ ทอเต็มผืน หลับสบาย เฮ้ย!!!!.... คือ มันช่างเป็นธรรมชาติ แสดงอารมณ์ได้แจ่มชัด ชัดเจนในแสงสว่างไม่ต้องอาศัยอากาศขมุกขมัวหรือฝนตกทั้งปีทั้งชาติเพื่อพรางความไม่แนบสนิทของ CG  แม้ว่าบางส่วนจะทำให้เชื่อถึงการมีชีวิตของมันได้ยาก แต่โดยรวมก็ถือว่า ตื่นตาตื่นใจกับ CG ที่ทำให้แพนโดร่างดงามเหลือเกิน .....แต่ไม่ตื่นตาตื่นใจกับภาพลักษณ์โลกแพนโดร่าหรอกนะ เพราะเผอิญดู Anime กับเกมส์ Final Fantasy มาเยอะ (^^)”

เนื้อหา ตัดเรื่องรักข้ามเผ่าพันธุ์หรือฮีโร่ผู้มาจากโลกอื่นมากอบกู้โลกนี้ออกไป หนังก็มุ่งเน้นเสนอการรุกรานของทุนนิยมเข้าสู่อนุรักษ์นิยม ชาวโลกที่มีปัญญาเดินทางรอนแรมมาถึงแพนโดร่าเพื่อสินแร่อันที่ไม่ได้บอกว่าจะเอามันไปทำอะไรถึงได้ทุ่มทุนมหาศาลมาถึงที่นี่ ? ถ้าเอามันมาเป็นพลังงาน ก็อยากจะถามว่า แล้วที่แกมีปัญญามาถึงแพนโดร่าและมีเทคโนโลยีไฮโซสุดหรูหราสะดวกสบายนี่ มันได้พลังงานมาจากอะไรฟ่ะ ?!  แล้วมนุษย์ที่มีปัญญาข้ามอวกาศมาถึงดาวเคราะห์แห่งนี้และสร้างอณานิคมที่ดูแล้วก็อยู่สบายพอสมควร นั่งๆนอนๆ รอให้ชาวนาวีย้ายบ้านไม่ไหว ก็เปิดฉากไล่เจ้าที่เอาแร่โดยไม้แข็งอย่างเหี้ยมโหด ชาวนาวีจึงต้องลุกขึ้นสู้ ชักจะจับจุดหนังของ Cameron ได้แล้วว่าจะต้องมาระเบิดภูเขาเผากระท่อมกันท้ายเรื่องนี่เอง

 


แม้ว่าตัวร้ายของ Avatar นี้ดูเหมือนเดินออกมาจากการ์ตูน คือแบนแต๋ดแต๋ไร้มิติ ฝั่งพระเอกก็ทั้งเก่งทั้งเฮงเหลือเกิน จนแทบอยากจะถาม Cameron ว่า “Have you written this story when you were 15 years old ?” ……จะว่าไปหนังจบแล้วก็สบายใจดีค่ะ ไม่ค้างคาใจเหมือน Titanic แต่ถ้ามองโดยเอาความเป็นจริงเข้าไปจับเนื้อหา ก็ชวนให้น่าสงสัยอยู่เหมือนกันว่าโลกของเราใน ณ ยุคนั้น อยู่กันอย่างไร ?  เท่าที่รู้จากหนังคือไม่มีต้นไม้สีเขียวเลยสักต้น และมีตลาดหุ้น แต่จะมีรัฐบาลหรือสหประชาชาติไหม ? และมีพวก NGO หรือ Green Peace หรือเปล่า ? แหม๊....อยู่ดีๆยกกองกำลังไปขุดแร่ ไล่ยิงเจ้าของที่เขาเฉยเลย ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าเราพบโลกที่อุดมสมบูรณ์มากมายขนาดนี้ เราน่าจะมองอะไรมากกว่าแร่ๆๆๆๆๆๆ เงินๆๆๆๆๆๆ นะ แน่ล่ะ! อาจจะไม่ใช่คนกลุ่มนี้ แล้วคนกลุ่มอื่นที่อยู่บนโลกล่ะ ? นอกจากคนพวกนี้แล้วไม่มีใครมีเทคโนโลยีหรือเงินทุนมากพอจะเดินทางมาแพนโดร่าเลยหรือ ? หรือมาแล้วจะวุ่นวายกว่าเก่าก็ไม่รู้ ? …. แล้วตอนจบ แน่ใจได้อย่างไรว่าพวกที่ไล่กลับไปจะไม่กลับมาพร้อมกำลังที่มากกว่าเก่า ??!? …….คิดเล่นๆน่ะค่ะ (^^)”

 

 


ตอนที่ดู Preview ของ Avatar มีทีมงานคนหนึ่งพูดว่า Avatar คือการปฏิวัติวงการภาพยนต์ จนมาได้ดูแม้จะไม่ใช่ 3มิติ ฉันก็เข้าใจในทันที ด้วยเทคนิค CG ที่ละเอียดลออในการสร้าง Character คล้ายมนุษย์ที่สามารถแสดงอารมณ์ได้  แม้จะยังไม่ไปถึงมนุษย์ ทำให้ชวนคิดว่า จากนี้ไปนักแสดงอาจจะมีฐานะเป็นแค่เงาของ CG ก็ได้ อีกหน่อยคงพัฒนาจนสามารถสร้างมนุษย์ CG ที่นุ่มนวลราวกับมีตัวตนอยู่จริงๆ อ่า...นึกถึงหนังเรื่อง Simone ขึ้นมาแล้วนะนี่ !

สรุปแล้วหนังสนุกมากค่ะ แนะนำให้คนอื่นไปดูได้ไม่อายปากเลย

 ข้อคิดของหนัง (ไม่ใช่ของฉัน)
-    ทุนนิยมนั้นชั่วร้ายทำลายทุกสิ่ง
-    อนุรักษ์นิยมย่อมได้รับชนะในที่สุด
-    ธรรมชาตินั้นคือชีวิต จังหวะคอยลิขิตให้ชีวิตก้าวไป
-    สิ่งศักดิ์สิทธิมีจริงนะเธอว์
-    New Zealand คือดินแดนในฝันของคนทำหนังแฟนตาซี 

ป.ล. รอ Battle Angel : Alita หรือ Gummu อยู่นะเฟร้ย ไหนบอกจะสร้างไง รอมาเกือบ 8 ปีแล้ว !!!!

edit @ 21 Dec 2009 09:31:35 by glinda a.k.a. ~pride~