Talk

งานดอกไม้งาม ณ เชียงราย (ชื่องานมันแบบนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ลืมแล้ว )

หลังจากเอารถไปเชคเบรกตั้งเบรกใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันรุ่งขึ้น 7 โมงเช้าล้อรถก็หมุนออกจากเชียงใหม่เลย จุดมุ่งหมายคือเทศบาลเมืองเชียงรายสถานที่จัดงานดอกไม้งาม เป้าหมายจริงๆ คือ อยากไปชมดอกทิวลิปค่ะ ขึ้นชื่อว่าเยอะที่สุด อู้ฟู่ที่สุดในบรรดางานแสดงดอกทิวลิปในประเทศไทย ความจริงปีนี้เชียงใหม่และอีกหลายๆที่ที่สามารถปลูกดอกไม้เมืองหนาวได้ ก็เริ่มฮึดสู้กันขึ้นมาแล้วเหมือนกัน อย่างที่เชียงใหม่ ปีนี้ก็มีงานแสดงดอกทิวลิปที่แถวๆหน้าสนามกีฬา 700 ปี ข้างสถานที่จัดงานฤดูหนาว



ที่เชียงใหม่ งานเล็กไปหน่อย แต่โดยรวมดอกไม้ก็สวยดี ทิวลิปน้อยไป แต่คนเยอะมาก และตั้งหน้าตั้งตาถ่ายรูปกันทั้งนั้น จึงเกิดการจารจรติดขัดใน Greenhouse และบางทีเลยเถิดไปถึงขั้นพยายามแหวกเข้าไปถ่ายรูปให้หน้าแนบชิดดอกไม้ให้ได้มากที่สุด ทำให้ดอกไม้เฉา ก้านหักได้ ..... ซึ่งฉันดูแล้วก็รำคาญแหละ ก็มีคนเชียร์ให้ฉันถ่ายรูปแบบนั้น ฟังแล้วฉันก็เลยแว๊ดว่า “ไม่ใช่หนอนนะ จะได้มีหน้าโผล่ออกมากลางดอกไม้!” สงสัยพูดดังไปหน่อย คนที่กำลังถ่ายๆรูปกันอยู่หันมามองเลย หึ!


ที่เห็นโปรโมตที่เชียงใหม่อีกงานหนึ่งก็คือ งานทิวลิปบานที่อำเภอไชยปราการ ข่าวว่าปีนี้จะมีดอกทิวลิปถึง 20000 กว่าดอก และจะให้ขับรถเข้าไปชมในบริเวณงาน เพราะจะกว้างเป็นไร่ๆเลย เพราะเป็นสถานที่ปลูกดอกทิวลิปจริงๆ ไม่ใช่ปลูกแล้วขนมาจัดให้แน่นๆอีกที ก็ไม่ได้ไปนะคะ เพราะงานจัด 30 ธ.ค. 52 – 4 ม.ค. 53 ซึ่งเป็นช่วงนักท่องเที่ยวหนาแน่นแล้ว ไม่อยากไปเบียดคน ไว้ปีหน้า อืมม์... ปีนี้สิ ถ้าฮึดพอ อาจจะไปดูสักที ระยะจัดงานสั้นไปหน่อยนะ

นาซิสซัส ดอกไม้ที่ใครๆก็บอกว่า เป็นพวกหลงตัวเอง

งานที่หน้าสนามกีฬา 700 ปีในมุมกว้างบ้าง

เชียงรายไกลกว่าที่คิดค่ะ เพราะทางคดเคี้ยวมาก กว่าจะถึงตัวเทศบาลเมืองก็ไกลโขอยู่ ออกจากบ้าน 7 โมงเช้า ถึงเทศบาลเชียงรายก็ 10 โมงเช้ากว่าๆ บ้านบอกทางไปงานสับสนมากค่ะ นั่งรถไปช่วยกันดูทางไป ยังด่ากันขรมเลย มีหนหนึ่งตามป้ายไป ปรากฏว่าให้เลี้ยวรถเป็นวงกลมรอวงเวียนซะงั้น สุดท้ายแล้วตามป้ายไปโผล่ท่าเรือค่ะ มีไปชมงานทางเรือด้วย นอกจากฝรั่งแล้ว ก็มีแต่กลุ่มฉันนี่แหละที่เป็นคนไทย ค่าเรือไปกลับ 60 บาท/คน วันที่ไปวันที่ 29 ธ.ค. มีแต่เด็กนักเรียนเต็มไปหมด ตั้งแต่อนุบาลไปถึงมัธยมปลาย ไม่รู้เป็นวิธีสร้างความคึกคักให้กับงานหรือเปล่า ? อากาศค่อนข้างร้อน ฝุ่นเยอะ และที่สำคัญ ไม่มีม้านั่งให้นั่งพักเลยค่ะ เลยต้องเดินแบบม้วนเดียวจบแล้วไปที่อื่นต่อเลย ถามพวกคนขับเรือ เขาว่าคนไม่ค่อยเยอะค่ะ แต่คิดว่าคงไปหนาแน่นช่วงวันหยุดมากกว่า

ถึงแล้ว มีดอกทิวลิปและสาวงามคอยต้อนรับ

ชมกันให้เต็มที่เลย

ด้านตรงข้ามก็เป็นดอกกล้วยไม้กอใหญ่

แต่นาทีนี้ทิวลิปเท่านั้นคือนางเอก

เห็นสีส้มเยอะแฮะ พันธุ์ยอดฮิต ?

เห็นชมพูและเหลืองเป็นส่วนน้อย

นางรองของงานคือ ลิลลี่ หลากหลายพันธุ์จริงๆ หอมฟุ้งไปหมด

เทียนฝรั่งสีส้มแดงปูตามทางเดิน

อะซาเลียสีชมพูจัด ไกลๆจำไม่ได้แล้วว่าดอกอะไร

อะลิซั่ม ชอบเป็นการส่วนตัวค่ะ แหะๆๆๆ ชอบดอกไม้จิ๋วๆ คลุมดินแบบนี้

ไซคลาเมตมีทุกสีเลยล่ะ

ร่ำลาทิวลิปดำก่อนออกจากงาน

 จบจากชมดอกทิวลิป ก็ไปแม่สายเพื่อชอปปิ้ง เสียรู้ญาติค่ะ ที่ไปด้วยเพราะอยากไปช้อปปิ้งนั่นเอง คนไทยเราช้อปปิ้งอยู่ในสายเลือด จะข้ามแดนแม่สายต้องไปทำหนังสือผ่านแดนที่ว่าการอำเภอแม่สายก่อนนะคะ ไม่มีบริการหน้าด่าน การขับรถที่แม่สายอันตรายมากค่ะ เพราะรถนึกอยากจะออกก็ออก เข้าก็เข้า ปาดซ้ายป่ายขวา แก่งแย่งชิงพื้นที่จอดรถแบบไม่ต้องถามหาน้ำใจกันเลย ตั้งใจว่าจะไปกินขนมจีนน้ำเงี้ยวร้านต้นตำรับ วันที่ไปดันไม่ขายซะงั้น เนื่องจากมันบ่ายคล้อยมาก เลยกินที่ร้านหน้าที่จอดรถ (ค่าจอด 40.- จอดได้ทั้งวัน) ขนมถ้วยและสเต๊กอร่อยมากค่ะ อาหารราคาจานละ 30.- สงสัยเป็นราคามาตรฐานของที่นี่ ค่าครองชีพสูงกว่ากทม.แล้วนะนี่

กินแล้วข้ามไปแม่สายค่ะ ฝั่งไทยแทบจะไม่เหลืออะไรให้ซื้อนอกจากพวกผลไม้(จากเมืองจีน)  และถั่วปากอ้า นอกนั้นก็ขอพื้นๆ ตามตลาดนัดทั่วไป ถ้าไปฝั่งพม่า ก็อุดมไปด้วยเสื้อผ้า กระเป๋า ซีดีและมือถือ ก๊อป จากนั้นก็ตัวใครตัวมัน เสื้อผ้าฉันไม่สนค่ะ เพราะจับดูเนื้อผ้าไม่ค่อยดีและราคาไม่สมกับคุณภาพ งานก๊อปหยาบ ยิ่งกระเป๋าได้รับเตือนมาว่าคุณภาพแย่มากๆ ก็เลยไม่สนใจเลย แต่ดันไปสนใจซีดีก๊อป เยอะแยะมากมายและราคาถูกจริงๆ แผ่นละ 10 – 35.- แล้วแต่แพคเกจ คนที่ชอบดูซีรีสย์เกาหลี ญี่ปุ่นและไทย  ที่นี่คือสวรรค์ชัดๆ แต่ก็ต้องเสี่ยงดวงล่ะค่ะว่าจะได้แผ่นเปล่าหรือเปล่า ?

ส่วนตัวฉันก็มองหา CD J-rock ค่ะ แหะๆๆๆๆ............. อ่า..... ไม่ส่งเสริมให้ซื้อนะคะ เพราะเรารู้ว่าศิลปินเราทำงานด้วยความเหนื่อยยาก แต่ขอแค่แอบแง้มดูหน่อยๆละกัน ในฐานะแฟน X Japan ไม่รู้จะภูมิใจดีหรือเปล่าว่า พบ CD pirate ของ X Japan เยอะที่สุดในบรรดาพวกที่มาจากเกาะญี่ปุ่น ทุกร้านต้องมีค่ะ อย่างน้อยก็ต้องมี Dahlia Tour และ Last Live เป็นของสามัญประจำร้าน และสำหรับร้านที่ขายเน้นพวกคอนฯโดยเฉพาะจะมี X Japan ทุกชุด แม้กระทั่งชุดที่ชายโยไม่ได้ Release   อย่างเช่น คอนฯ X Japan Live in Hong Kong แม่จ้าวว~~~ Package งดงามมาก จนเกิดเผลอคิดว่าเป็น Official Release แล้วนะนี่ แต่ที่แปลกใจเล็กน้อยคือ CD Pirate X Japan ขายจะทำ Package งดงามมากค่ะ เกือบเคลิ้มว่าเป็น Taiwan / Hong Kong Release (หรืออาจจะเป็นจริงๆ อย่าง Return ทั้งชุดกล่องงดงาม ชุดละ 650.-!) แต่สะดุดใจราคาที่ถูกบัดซบ แต่แพงกว่าแผ่นก๊อปทั่วไป คือชาวบ้านเขาแผ่นละ 35.- ก็หรูแล้ว แต่ X Japan แผ่นละ 100.-   ต้นทุนคงมาสูงกว่าชาวบ้านเขาเนอะ สงสัยจังเลยว่าแผ่นพวกนี้มันปั๊มกันมาจากไหน ?! ยิ่งพวก Package อย่างงามคาดว่าน่าจะมาจากเมืองจีน เมืองหลวงแห่งของก๊อป เมื่อมี Demand มันก็ย่อมต้องมี Supply ก็แสดงว่ามีคนซื้อแม้ราคาจะสูงกว่าชาวบ้านเขา  เห็นกับตาว่ามีคนซื้อจริงๆค่ะ จะเป็นกลุ่มคนที่ตั้งใจไปซื้อ CD เพลงโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้น การที่จะเอายอดขาดแผ่น CD ไปวัดความนิยมของคน ฉันว่ามันใช้ไม่ได้แล้วนะในสมัยนี้ วงนี้อาจจะคนชอบเยอะแต่ดันไปอุดหนุนแผ่นผี เพราะฉะนั้นเอาตรรกะตื้นของฉันเข้าว่า X Japan แฟนเยอะมาก~~~ แต่ไม่สามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้ และที่แน่ๆ คนกลุ่มที่ซ่อนตัวอยู่นี่ขี้เหนียว

พวกเพลงจากญี่ปุ่น ก็จะเน้นพวกไอดอลที่เฮๆในบ้านเรา ยึดกระแสบ้านเราเป็นหลัก คือหนักไปทางฝั่งป๊อบ ทาง J-rock ที่พอจะเห็น ก็มี L’arc-en-ciel และ B’z ซึ่งมีขายแค่ร้านเดียว เอาเป็นว่า ฉันสอยคอนฯ Laruku มาดูก็แล้วกันค่ะ

ทางอนิเม ก็เกาะกระแสบ้านเรา Dragon Ball, Naruto, One Piece, Saint Seiya ก็เยอะอยู่ คิดจะสอย Code Gegeass มาดูเหมือนกัน เพราะจบทั้งชุดแค่ 117.- มาดูว่าทำไมถึงดังนัก แต่มาคิดดูอีกที ระยะหลังฉันไม่ค่อยปลื้มกับเนื้อเรื่องสไตล์ Clamp นัก เกรงว่าตัวเองจะทนดูไม่จบเสียของเปล่าๆ กลายเป็นว่า โกยแต่พวก CD คอนฯมาละกัน จะว่าไปแล้ว มันเป็นอะไรที่ยั่วใจให้ซื้อมากค่ะ มีเงินเท่าไหร่ก็อาจจะหมดได้ เพราะว่ามันถูก เราเลยไม่ยั้งคิดทั้งๆที่เขาก็เตือนๆกันแล้วว่า โอกาสเจอแผ่นเปล่าหรือแผ่นเสียเยอะมาก กลับไปเปลี่ยนไม่ได้ด้วย ไม่คุ้มค่ารถ ตลอดเวลาที่อยู่ในร้าน CD จะได้ยินคนโทรคุยกันตลอดแบบว่า “เรื่องนี้เอาไหม ? เรื่องนั้นดูละยัง ? เอาป่าว ?ๆๆๆๆ”

อีกอย่างหนึ่งที่อยากซื้อ คือ กุ้งแม่น้ำพม่าค่ะ ตัวใหญ่มากๆๆๆๆ ใหญ่กว่าแขนฉันอีก เห็นแต่ที่เขาแบกกล่องโฟมขาย คิดว่าพอซื้อของเสร็จจะกลับ จะซื้อละกัน เพราะคงไม่ดูดีนักที่จะแบกกุ้งสดๆ เดินลุยตลาดที่คนเยอะเบียดเสียดร้อนๆ แบบนี้ แต่พอซื้อของเสร็จไม่เจอคนแบกกุ้งซะแล้ว มีคนแนะนำว่า อยากซื้อกุ้ง ไปซื้อที่ฟาร์มเลยดีกว่า เพราะสดกว่า แต่ว่าเราไม่มีเวลาเยอะขนาดนั้นหรอกค่ะ เพราะนี่ก็ปาเข้าไปสี่โมงเย็นแล้ว ขืนไปฟาร์มกุ้งคงกลับถึงบ้านสี่ทุ่มแน่ๆ ขับรถบนดอยมืดๆไม่ค่อยดีสำหรับฉันด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ถึงบ้านเกือบ 3 ทุ่มค่ะ เพราะญาติๆช้อปปิ้งไม่สนเวลากันจริงๆ แถมกลับค่ำก็หิวกันอีก ต้องแวะซื้อของกิน สรุปแล้วแวะไปเรื่อยๆ มืดค่ำพอดี

เนื่องจากเราแยกย้ายกันช้อปฯ แล้วนัดมาเจอกันที่รถ คุณแม่เดินไม่มาก ไม่ข้ามฝั่งมานั่งรถที่รถก่อนนานมากเลยค่ะ เลยได้คุยกับพวกแม่ค้าพ่อค้าแถวนั้น คุณแม่บอกว่า ช่วงนี้สินค้าจะแพงกว่าปกติค่ะ เพราะเป็นช่วงท่องเที่ยว ถ้ามาไม่ใช่ช่วงท่วงเที่ยวแบบนี้จะได้ของดีและถูกกว่านี้เยอะมากค่ะ ฟังแล้วก็เซ็งเนอะ

ก่อนออกจากเชียงราย แวะวัดร่องขุ่น ไม่เจออาจารย์เฉลิมชัย วัดสวยมากค่ะ แม้จะรู้สึกว่ามันช่างดูแปลกแยกจากสิ่งแวดล้อมเหลือเกิน



ระหว่างทางที่กลับเชียงใหม่ รถค่อนข้างเยอะ ฉันว่าฉันขับเร็วแล้วนะ เหยียบประมาณ 90 กม./ชม. แต่ยังมีรถแซงฉิวๆ แสดงว่าพวกเขาต้องขับเป็น 100 กม./ชม. โอ้โห~~~ ดริฟท์ขึ้นลงเขากันหรืออย่างไร ?! ทางโค้งเยอะมากค่ะ ญาติฉันถึงกับอ้วกเลย แหม.... คนขับเสีย self ว่าตัวเองขับรถดีแล้วน้า~~~

ถึงเชียงใหม่โดยสวัสดิภาพ ไปเชียงรายทีไร ตอนที่พ้นเขตดอยเข้าเขตเชียงใหม่แล้วเห็นถนนเรียบๆ โล่งๆนี่ดีใจทุกทีเลยสิน่า ขับรถเมื่อยมากค่ะ เหมาขับคนเดียวเลย เพราะไม่กล้าให้คนอื่นขับกลัวเขาไม่ชินรถเรา เพิ่งมีปัญหาเรื่องเบรกอยู่ด้วย เบรคตั้งใหม่เสียงดังมากค่ะ เหยียบเบาๆก็ดังเอี๊ยดๆแล้ว ไม่รู้รถคันอื่นเขาจะตกใจหรือเปล่า ?

ปวดเมื่อยเนื้อตัวไป 2 – 3 วัน

มารีวิวเรื่องไปเที่ยวดีกว่า ก็สมความตั้งใจที่ได้ชมซากุระเมืองไทยและชมทิวลิปในเมืองไทย และยังทะลุเป้าไปไกลถึงแม่สาย

ตั้งแต่เห็นภาพที่ชาวบ้านเขามารีวิวลงบล็อกและเวปบอร์ด รู้สึกตกหลุมรักบรรยากาศสีชมพูหวานจนตั้งใจว่า จะต้องไปดูให้ได้ ดูภาพซากุระญี่ปุ่นยังไม่รู้สึกว่า must see เท่าซากุระเมืองไทยเลยนะคะ เพราะว่าซากุระไทยสีชมพูสดเข้ม ตัดกับป่าสีเขียวครึ้ม ท้องฟ้าสีฟ้าสด เป็นภาพที่งดงามมากค่ะ หลังจากตรวจตราสถานที่จะสามารถไปชมซากุระไทย ก็เลือกขุนช่างเคียน เพราะใกล้บ้านฉันที่เชียงใหม่ดี ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากหลายๆคน เพราะว่าทางโหดมาก รถเก๋งพวกซิตี้คาร์ไม่ควรขึ้น ! ส่วนตัวเลือกที่ 2 คือ ขุนวางและวัดจันทร์ที่แถวๆดอยอินทนนท์ ส่วนที่อื่นๆในเมืองไทยที่พอจะชมซากุระไทยได้อย่างตื่นตาตื่นใจก็จะเป็นเชียงรายดอยแม่สลอง ขุนสถานที่น่าน นอกนั้นจะเป็นที่เชียงใหม่หมด อย่างอ่างขางและขุนแม่ยะ

และหลังจากนั้นก็เฝ้ารอพยากรณ์การบานของซากุระเมืองไทยอย่างใจจดจ่อค่ะ  บอกตรงๆว่ารู้สึกประสาทกิน เพราะดอกไม้งามนั้นบานอยู่บนยอดดอย ~~~ ดอกเอื้องสามปอยไม่เคยเบ่งบานบนลานพื้นดิน ~~~ (ทำนองเพลงเหนือเลยนะ) เดินทางอย่างยากลำบากเสี่ยงชีวิต แต่ไปเจอแต่ต้นโล้นๆ ก้านๆ คงเซ็งไปเหมือนกัน

ก็เลยวางแผนเดินทางเพื่อหนีนักท่องเที่ยวที่อาจจะเฮโลสาระกันขึ้นดอยสุเทพว่าจะออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าตรู่ 7 โมงเช้ากว่าๆเกือบ 8 โมง ล้อรถเคลื่อนออกจากบ้านถึงดอยสุเทพเอาแปดโมงกว่าๆ พอขึ้นเลยวัดดอยสุเทพมานิดเดียวเราก็เจอต้นนางพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทยข้างถนนแล้วค่ะ แต่ยังออกดอกน้อยๆ เต็มไปด้วยดอกตูมมากกว่า จะมีใครสังเกตุเห็นบ้างไหมน้อ ?! แค่นี้ฉันก็ตื่นเต้นแล้วค่ะ

ถนนหน้าพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ช่วงเช้าตรู่ ยังไม่มีคน พอขาลงบริเวณนี้คนคับคั่งซะแล้ว

เก็บภาพมวลหมู่ดอกไม้หน้าพระตำหนักฯเสียหน่อย นี่แค่ส่วนน้อย ดอกไม้พานสะพรั่งไปหมด

พอไปถึงบ้านแม้วดอยปุย ก็เจอป้ายชี้บอกทางไปอีก 7 กิโล ..... ทางหฤโหดเริ่มแล้วค่ะ ทางเป็นถนนลาดยางแคบและชันมากๆ ติดไหล่เขา  มีทางโค้งอับมุมเยอะ ต้องบีบแตรให้สัญญาตลอดเวลา จากประสบการณ์ขับรถขึ้นจอดบนห้างแคบๆและชันกว่า 10 ปีเพิ่งเอามาใช้ได้ผลตอนนี้แหละ ถ้าตัดสินใจไปแล้ว ยากที่จะหันกลับ เพราะทางแคบกลับรถไม่ได้ !  

บางทีก็ต้องจอดแอบข้างทางให้รถอื่นไปก่อน ตอนนี้แหละค่ะหวาดเสียว ถ้าเราเป็นฝ่ายติดเหว ขับไม่ดี รถขูดกันเป็นรอยหรือเราจะตกเหวดี ?!



มีจุดพักให้ชมวิวด้วยค่ะ ตอนนี้คุณแม่ที่ไปด้วยใจไม่ค่อยดีแล้วอยากจะกลับ แต่ฉันว่า อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว แค่อีก 4 กิโล(แม้ว) เอง ! คือ มาจนถึงขนาดนี้แล้วจะกลับก็เสียดายนะ ทนลำบากอีกหน่อยละกัน ก็ขับต่อไป ...

จุดกางเต้นท์ค่ะ ป้ายชี้ว่าอีก 3 กิโล (แม้ว!) พอพ้นจุดนี้ไป ก็ร้อง “โอ้โห” ได้แล้วค่ะ เพราะเห็นดอกนางพญาเสือโคร่งเริ่มออกดอกสะพรั่ง โรแมนติกมากมายเต็ม 2 ข้างทาง เห็นนักท่องเที่ยวจอดรถไปถ่ายรูปกันแล้ว แต่ดูแล้วก็น่ากลัวนะคะ เพราะมันเป็นทางภูเขา ทางโค้ง ชัน เกินรถที่ขับมาอย่างเมามันส์ไม่ทันระวังว่าจะเจอคนเดินทำโรแมนติกกลางถนน โอกาสเสยคนติดรถมีสูงมากเหมือนกัน


ตอนที่ไปเพิ่งบานไปแค่ 30% เองค่ะ แต่แค่นี้ก็ตื่นตาตื่นใจแล้ว คาดว่าหลังปีใหม่สัปดาห์แรกของ 2553 นี้จะสะพรั่งที่สุด ใครจะไปก็คงจะพอทันอยู่มั้งคะ ?

มุมนางเอก เพราะเป็นบริเวณที่บานเยอะและถ่ายรูปเกาะต้นได้ง่ายที่สุดค่ะ

ดอกบัตเตอร์คัพที่มีอยู่ดาษดื่น

ความแตกต่างระหว่างนางพญาเสือโคร่งหรือซากุระไทย กับซากุระญี่ปุ่น คือ ดอกเล็กกว่า สีเข้มกว่า และร่วงเป็นดอกไม่ได้ร่วงเป็นกลีบ

ดอกบ๊วยสีขาวที่บานเข่งกับนางพญาเสือโคร่ง 

ภาพที่เหลือขึ้น Myspace ก็แล้วกัน รอลดขนาดรูปอยู่ เดี๋ยว website จะโหลดหนักเกิน

หลังจากถ่ายรูปกับซากุระญี่ปุ่นและดอกบ๊วยจนพอใจแล้วก็กลับค่ะ ขากลับรู้สึกว่าเร็วกว่าขามา ไม่ต้องพักรถเลย รู้สึกขับไม่ยากเท่าขาขึ้น  แวะซื้อไอติมและนมที่ห้วยแก้วแล้วก็ถึงบ้านราวๆเที่ยวเศษๆ เห็นมะ ใกล้บ้านจริงๆ แต่ตอนที่แวะที่ห้วยแก้วมีเรื่องตกใจนิดหน่อย คือ เบรคหายค่ะ ! เบรคเหยีบแล้วโล่งตลอด ไม่มีความฝืดเลย กำลังคิดว่าจะทำไงดีฟ่ะ ?! ดีที่ไม่ไปเป็นบนดอย ไม่งั้นคงไม่ได้มานั่งเขียนบล็อกตรงนี้ มีคนถามว่าเพราะเหยียบเบรกมากไปหรือเปล่า ? แต่คิดว่าไม่นะคะ เพราะใช้เกียร์ต่ำตลอด รถใช้เกียร์ออโต้ มันไม่จำเป็นต้องเหยียบเบรกหรือครัสตลอดเวลา แต่แตะชะลอความเร็วเท่านั้น ระหว่างขึ้นดอยก็ใช้เกียร์ 2 และ 3 ตลอด ซึ่งรถจะแรงมากตอนขึ้นดอย และแรงต่ำตอนลงอยู่แล้ว ไม่ทำเป็นต้องใช้เบรกมาก ตอนนั้นคิดว่า จะประคองรถด้วยเกียร์ต่ำและเบรกมือไปหาอู่ซ่อมรถค่ะ แต่พอออกตัวได้สักเล็กน้อย คือขับยังไม่ทันพ้นห้วยแก้ว เบรคก็กลับมาค่ะ แปลกมาก แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไปหาอู่ค่ะ ก็ให้ตั้งเบรกให้ใหม่เลย ช่างเขาก็ว่า เบรคมันไม่ได้ตรวจเชคมาตั้ง 7 ปีแล้ว (อ่า....นับแต่มาอยู่กรุงเทพฯแล้วทิ้งรถไว้ที่บ้าน) ผ้าเบรกมันห่างและน้ำมันเบรกดำมาก แต่นับว่ายังดวงแข็งที่ไม่เป็นเอาตอนอยู่บนดอย ไม่รู้ว่าใช้โชคหมดไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้วด้วยเรื่องนี้หรือเปล่า ?!

ตอนแรกคิดว่าหลังจากลงจากขุนช่างเคี่ยนจะแวะเที่ยวพระตำหนักภูพิงค์ และดอยสุเทพ ปรากฏว่าคนเยอะมากรถล้นถนนขึ้นมาจอดบนไหล่ทางเลยค่ะ เจอเรื่องตื่นเต้นนิดหน่อย  ระหว่างที่ขับรถลงมาหน้าพระธาตุดอยสุเทพ เจอคนเป็นร้อยวิ่งฮืออะไรสักอย่างไปในทิศทางเดียวกัน แม่ก็บ่นว่า สงสัยดารามา วิ่งไปดูกันใหญ่ ฉันก็พยายามส่องๆ ทิศที่คนวิ่งฮือไปกัน ก็มองเห็นรถเบียดๆกันอยู่ ฉันกลับคิดว่า น่าจะเป็นรถชนกันมากกว่า พอกลับมาบ้านเปิดดูข่าวทีวีแล้วปรากฏว่า เป็นรถชนกันจริงๆค่ะ เป็นรถบัสนักท่องเที่ยวเบรกแตก เลยต้องใช้รถที่ลานจอดเป็นตัวเบรค ผลคือคนเดินถนนเจ็บไป 3 คนและรถชาวบ้านเสียหายไป 10

เห็นพี่สาวบอกว่า นางพญาเสือโคร่งที่อ่างข่างจะเยอะที่สุดค่ะ โรแมนติกมากมายกับโลกสีชมพู ปีหน้าถ้าพยากรณ์นางพญาเสือโคร่งบานพอดีกับช่วงลาหยุด อาจจะไปขับรถขึ้นอ่างขางชมซากุระเมืองไทยอีกครั้ง 

จากความรู้ที่ค้นมา นางพญาเสือโคร่ง คือซากุระพันธุ์หนึ่งที่นำเข้ามาจากประเทศจีนค่ะ ในเมืองไทยทำไมถึงเรียกนางพญาเสือโคร่งก็ไม่รู้ จะว่าลำต้นมีลายเหมือนเสือ ก็ไม่ใช่ เคยได้ยินมาว่า เพราะมันเป็นต้นไม้ที่ไม่ยอมบานใต้ต้นไม้ใดด้วยความหยิ่งในศักดิ์ศรี เขาเลยให้ชื่อว่า "นางพญาเสือโคร่ง" ก็ไม่ใช่อีก .... เห็นออกต้นซุกตามต้นไม้อื่นหรือแม้กระทั่งหลังส้วมก็เยอะไป ก็เลยไม่ทราบถึงที่มาของชื่อ "นางพญาเสือโคร่ง" จริงๆ