book

ร้านเช่าการ์ตูนที่เชียงใหม่ปิดยาวตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. – 17 เม.ย. โดยคิดค่าเช่าแค่วันเดียวเท่านั้น เลยกลายเป็นว่า ฉันก็ไปขนการ์ตูนมาอ่านเปรมไปเลย อ่านแล้วเลยต้อง Review บอกต่อสักหน่อย อาจจะไม่ได้เนื้อหาสาระอะไร อาศัย Review ด้วยความมันส์ส่วนตัว

คุโรซากิ บริษัทรับส่งศพ(ไม่)จำกัด


เรื่องของเหล่านักศึกษาผู้มีพลังทางวิญญาณ สามารถติดต่อสื่อสารกับวิญญาณได้ เกิดหัวใสหารายได้พิเศษด้วยการรับจ้างวานจากบรรดาศพไม่มีที่ไป ทำการขนส่งตามวัตถุประสงค์ของวิญญาณเจ้าของศพนั่นเอง เงินค่าจ้างไปเก็บเอาข้างหน้า เข้าข่าย ทำก่อนเก็บเงินทีหลัง บางทีก็โดนเบี้ยว
ปาเข้าไปเล่มที่ 8 แล้ว เนื้อหายังคงเป็นตอนๆ มีการแนะนำตัวละครน้อย คนอ่านต้องเรียนรู้ตัวละครแต่ละคนจากเนื้อหาที่อ่านเอาเอง แม้บางครั้งจะมีปล่อยๆ ที่มาที่ไปของวิญญาณที่ติดตามเป็นพลังให้คุโรซากิบ้างก็ตาม (เหมือน ซาอิ จาก Hikaru no Go ภาคหน้าบาก ^^”) เรื่องที่ชอบของเล่ม 7 – 8 นี้ คงเป็นเรื่อง การทำศพ (Care after death ?) ซึ่งจะแสดงภาพอย่างละเอียด ทั้งๆที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในเรื่องเลยก็ตาม (สนอง need คนเขียนและถูกใจคอ horror ว่างั้นเหอะ) เห็นแล้วก็ปลงสังขาร คนเราสวยหล่อหรือสำคัญขนาดไหน สุดท้ายแล้วก็นอนเป็นปลาให้เขารีดอึ รีดฉี่ปิดทวารทั้ง 5 อยู่ดีแหละ  

Vampire Knight Vol. 6-7
Matsuri Hino


เหล่า Vampire และสังคมวุ่นๆ ของพวกเขา และเด็กสาวผู้สูญเสียความทรงจำโดยมีความลับดำมืดปกปิดอยู่ในนั้น
เอามาอ่านโดยไม่ค่อย appreciated ลายเส้น แม้จะวาดได้สวยๆ หล่อๆ costume design เริ่ด แต่.... งานลายเส้นที่วาดตัวละครได้ยากที่จะแยกแยะ character แต่ละตัว ทำเอาปวดหัว แต่เนื่องจากหลวมตัวอ่านไปแล้ว ก็ต้องอ่านต่อไป เนื้อเรื่องคืบหน้าเล็กน้อย นางเอกเจือจางบางเบาตามประสาการ์ตูนสไตล์ฮาเร็ม (ของเด็กผู้หญิง) แต่ดีใจที่ความสัมพันธ์ระหว่างคานาเมะและซีโร่คืบหน้า หลังจากที่กัดคอแต่นางเอก ตอนนี้เริ่มกัดคอชายหนุ่มอย่างคานาเมะได้แล้ว (^^)”

ยอดนักสืบจิ๋ว โคนัน Vol. 58 – 60
Aoyama Gosho


เรื่องราวมหากาพย์ของ ชินจิ ชูอิจิ นักสืบหนุ่มที่ถูกทำให้กลายร่างเป็นเด็กมาได้ 10 กว่าปีแล้วมั้ง ? เนื้อหาก็ยังวนเวียนกับฆาตกรรมในห้องที่ปิดตาย หรือ series killing และองค์กรของชายชุดดำที่โผล่มาเป็นระยะเวลาเริ่มรู้สึกว่า คนอ่านชักจะเอียนห้องที่ปิดตายซะแล้ว มีอะไรให้ตื่นเต้นนิดหน่อย
จะว่าสนุกเหมือนเดิม ก็คงจะพูดได้ คงเส้นคงวา คือ.... เรื่อยๆ แต่แปลกใจอยู่อย่าง เวลามี series killing ทีไร ต่อให้มีนักสืบอยู่ในที่เกิดเหตุ ก็ไม่สามารถยับยั้งการฆ่าได้สินะ นักสืบคือคนที่มาสืบหาตัวฆาตกร ไม่ใช่คนที่จะมายับยั้งการฆ่า ?
อ่านเสียจนลืมว่าล่าสุดอ่านถึงเล่มไหน คว้ามาแต่เล่ม 58 – 60 (-__-)”


วุ่นรักนักดนตรี (Nodame Cantabile) Vol. 1 – 13
Tomoko Ninomiya


การพบกันของนักดนตรีอัจฉริยะที่ล้นและขาด จิอากิ ชินจิ และ โนดะ เมงุมิ
ติดใจมาตั้งแต่เป็นละครซีรีส์ มาอ่าน manga เลยรู้สึกเบื่อเล็กน้อยเพราะมันเป๊ะตรงกับละครซีรีส์มากเกินไป ที่จริงน่าจะมองว่า ซีรีส์ถ่ายทอดได้ตาม manga ได้อย่างดีสินะ พอเนื้อหาเริ่มแตกต่างจากซีรีส์เลยรู้สึกว่า manga เริ่มสนุกแล้ว ความจริงแล้วหลังจากภาคปารีส รู้สึกมันเรื่อยๆ เกินไปหน่อย ประมาณว่า มันไม่มีอะไรจะลุ้น เรื่องหัวใจของพระเอก ก็ชัดเจนกันไปแล้ว อาชีพการงานก็ไปได้สวย(มีวิบากกรรมบ้าง) ส่วนโนดาเมะก็อยู่ระหว่างการขัดเกลา
ฟัง Soundtrack Nodame Cantabile มาก็นาน แต่ว่า มันไม่ได้กระตุ้นให้เราอยากฟังเพลงคลาสิกได้มากเท่ากับการอ่าน Manga เลย แปลกดี อาจจะเป็นเพราะเวลาอ่านใน manga ถึงเขาจะบอกว่ากำลังเล่นเพลงนั้นเพลงนี้ มันจินตนาการเสียงเพลงไม่ออก เลยอยากฟังมั้ง ? อีกอย่างใน ST ฟังแล้วมันไม่อิ่ม แม้ว่ามันจะเล่นแบบ full version ก็เหอะ การฟังเพลงไหนแล้วรู้ประวัติคนแต่งหรือประวัติของเพลงทำให้เพลงน่าฟังขึ้นเยอะเลย สมัยก่อนอยู่เชียงใหม่ จะมีรายการวิทยุที่เปิดเพลง classic ให้ฟังตอนราวๆ 5 ทุ่มถึงเที่ยงคืน ฟังเกือบทุกคืนเลย (^_^) แต่ไม่เคยจำเลยว่าเพลงไหนชื่ออะไรเป็นของใคร

หุ่นเชิดสังหาร (Le Cirgue de Karakuir) Vol. 24 – 43
Fujita Kazuhiro


เรื่องความรักและความแค้นของรักที่ไม่สมหวัง ที่ยืดเยื้อยาวนานหลายร้อยปี ผ่านตุ๊กตาและมนุษย์อมตะชิโรงาเนะ
9 ปีของเรื่องนี้ ยาวนานแต่ก็จบลงอย่างสวยงาม แม้จะมีอารมณ์ว่า จบเสียที(ดีใจจังเลย) อยู่บ้าง ตั้งแต่เล่มที่ 24 เป็นต้นมา ออกทะเลและระลึกชาติมากเหลือเกิน บางทีก็รู้สึกว่า ช่างยืดเยื้อ แม้บางทีจะคิดว่า อยากให้ใครเป็นพระเอกกันแน่ฟระ ?! แม้บางทีจะคิดว่า.... นารุมิมันคืนดีกับเอเลโอนอลง่ายๆแบบนี้เลยเรอะ ? แม้จะคิดว่ามาซารุเว่อร์ซะไม่มี ฯลฯ แต่ในที่สุดแล้ว มันก็จบลงอย่างสวยงามและสรุปอย่างลงตัว แม้จะแอบคิดว่า กว่าแกจะคิดได้..... มนุษยชาติแทบจะสูญพันธ์ (ตายไปกี่แสนกี่ล้านคนเพราะแค่แกอกหักนี่นะ ?!)
แอบซึ้งตอนกริปปอนเสียสละ .... เป็นตัวละครเล็กๆแทบไม่สำคัญ แต่ถึงเวลาตอนจบ กลับเลือกทางเดินอย่างคาดไม่ถึง
คนอกหัก อกหักซ้ำซาก ....... ช่างน่ากลัวจริงๆ

20th Century Boys Vol. 1 – 22
Naoka Urasawa


การละเล่นวัยเด็กของกลุ่มเด็กจากยุค 70s ที่กลายมาเป็นความเป็นจริงอันน่ากลัวของอนาคตมนุษยชาติ
ชอบการเล่าเรื่องที่ตัดสลับอนาคตอันมืดมนของมนุษยชาติและวัยเด็กอันสดใส การเล่าเรื่องยุค 70s และ 80s ที่ทำให้ต้องโหยหาอดีต แม้ว่าตอนหลังๆจะเริ่มเหมือนเล่าเรื่องแบบไปไม่เป็น ไม่รู้จะเล่าอะไรดี คุมพล็อตเรื่องไม่อยู่ จบไม่ลง เอาใจคนอ่าน หรือเกรงใจบก. ?!?! แต่อย่างไรก็ตาม เฝ้าคอยเล่ม 23 ด้วยความหวัง อย่าตัดจบแค่นี้ก็แล้วกัน ไม่งั้นปาหมอนแน่ (ชักจะคิดว่า อ. Urasawa คุมพล๊อตเรื่องไม่ค่อยเก่ง)
ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้มีหลายๆอย่าง อย่างแรกคือ คนเรา เชื่อในสิ่งที่อยากจะเชื่อ ศรัทธานั้นเป็นเรื่องที่น่ากลัว วีรบุรุษอาจจะเป็นทรราชย์ หรือทรราชย์อาจจะเป็นวีรบุรุษ ขึ้นอยู่กับว่าภาพที่สื่อออกมาให้คนดูเห็นจะเป็นแบบไหน ? ฝูงชนนั้นถูกชักจูงได้ง่าย การควบคุมความคิดและมุมมองคนฝูงชั้นนั้นเป็นเรื่องทำได้จริง ความจริงนั้นอาจไม่สามารถสู้การโกหกที่มีการปรุงแต่งอย่างแน่หนาได้ (คล้ายๆสังคมในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งหนึ่งขณะนี้ ที่ไม่รู้ว่า “ความจริง” คือ อะไรกันแน่ ?!)
ตอนอ่านเรื่องนี้ บอกตรงๆว่า คิดถึง Hide (X Japan) เพราะเคนจิพระเอก น่าจะเป็นเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับ Hide อะไรหลายๆอย่างในตัวเคนจิ ทำให้คิดถึง Hide แฮะ แอบคิดว่า Hide ตอนเป็นเด็กๆ หรือวัยรุ่น คงเป็นแบบนี้สินะ ?

กีฏจารย์ กับอาถรรพ์แมลงพิสดาร Vol. 8 – 9 
Yuki Urushibara


เรื่องของแมลงพิสดาร ที่ต้องใช้ญาณพิเศษในการมองเห็นและสัมผัสได้
ยังคงเส้นคงวา บรรยากาศของเรื่องที่ให้ความรู้สึกลึกลับ เปลี่ยว เหงา ซึ่งหาได้ยากในการ์ตูนยุคปัจจุบัน ดีที่ในเล่มที่ 8 – 9 นั้น เนื้อเรื่องไม่พยายามจะเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ใช้แมลงอธิบายวิถีชีวิตและมุมมองของชีวิตได้ดี ที่ชอบอีกอย่าง ชอบสไตล์ภาพสีน้ำของ อ. Urushibara มันเข้ากับเรื่องและจังหวะสีสวยมาก อยากวาดภาพสีน้ำได้ในสไตล์แบบนี้จัง (>W<)
 

The Secret
เขียน : รอนอท เบิร์น
แปล : จิระนันท์ พิตรปรีชา


หนังสือ Best Seller ประเภท How to ..... สารภาพว่า อ่านไม่จบ เพราะลักษณะการเขียนที่เต็มไปด้วย quote เล็กๆ ยิบย่อยของบุคคลมีชื่อเสียงหรือบุคคลสำคัญมากมาย ไม่ปะติดปะต่อ เปะปะ มองในอีกแง่ ต้องการคนใจเย็นและค่อยๆคิด ค่อยๆ อ่านตาม แต่ยังดีที่ตอนท้ายบท จะสรุปให้ อ่านได้ 3 บท ก็สรุปได้ว่า คนเรา จะคิดอะไร อย่ามองโลกในแง่ลบ ให้คิดดี คิดบวกเข้าไว้ อะไรแย่ๆ อย่าไปคิด เพราะพลังความคิดมันเหมือนพลังในการดึงดูด คิดแย่ จะดึงดูดเรื่องแย่ๆ คิดดี จะดึงดูดแต่เรื่องดีๆ เพราะฉะนั้น คิดบวกเข้าไว้ !

Yoshiki/Hide’s Interview…..


ไปขุดมาอ่าน หอบมาอ่านที่ BKK ด้วย หลังจากไม่ได้อ่านมาเกือบ 10 ปี ก็รู้ว่า คนบางคนนี่อะนะ ไม่ค่อยเปลี่ยนเลย .....ตอนนั่งอ่าน Hide A-Z Interview อยู่นั้น....... เพลงมันก็ Shuffle ‘Without You’ ขึ้นมา ตอนแรกก็ไม่รู้หรอก มัวแต่มุ่งมั่นอ่าน เปิดเพลงเป็นเพื่อน แต่อ่านไปอ่านมา เริ่มเอะใจ..... เฮ้ย..... เอร๊ย..... ทำไมเพลงนี้มันเล่นขึ้นมาพอดี เพลงมันเป็น BMG ที่เข้ากันกับ Interview นี้เกินไปแร้วววววว..... ขนลุกเกรียว รู้สึกเป็น Without You ที่นานที่สุดเท่าที่เคยฟังมา บังเอิญเหลือเกิน..... ตรงคำว่า Z ของ Hide เนี่ย

ZEALOUS : ข้อความถึงแฟนเพลงตัวจริง
สุดท้ายนี้มีข้อความถึงแฟนเพลงตัวจริงครับ (หัวเราะ) Yoshiki พูดบ่อยๆว่า “X ไม่มีวันหยุดแน่” ดังนั้น “X ไม่มีวันหยุดแน่ By Hide” X เป็นวงตรีที่มีทุกเรื่อง และไม่จบอย่างปลอดภัย ผมคิดว่าต่อจากนี้ไปก็คงต้องก่อกวนทุกท่านอีกแน่นอน.... ขอโทษล่วงหน้าละกัน (หัวเราะ) แต่การพูดว่า “อย่าทิ้งฉัน” เนี่ยเขินยังไงก็ไม่รู้ ในขณะที่ X ยังติดอยู่ในใจพวกคุณเนี่ย รอหน่อยนะ อะไรเนี่ย..... อะไรแบบเนี้ย การพูดแค่คำเดียวจบแบบ Yoshiki มันดูเท่นะ แต่ผมเนี่ยจะไปเรื่อยเปื่อยเนอะ ก็ฝากไว้คำนึงละกันว่า “X ไม่มีวันหยุดแน่” (หัวเราะ)

จ้า....จ้า.....………รับทราบ ไม่ทิ้งแน่......... แต่อย่าบังเอิญบ่อยละกัน เค้าชักเริ่มกลัวขึ้นมาแล้ว นี่ขนาดเค้าเป็นคนไม่ค่อยเชื่อเรื่องอะไรแบบนี้นะนี่... (>_<)""""


edit @ 19 Apr 2009 21:58:50 by glinda a.k.a. ~pride~

เหมือนไฟท์บังคับ งานหนังสือทีไร นึกไม่ออกว่าอยากซื้ออะไร ก็ต้องไปเดินไว้ก่อน เดี๋ยวก็ได้หนังสือติดไม้ติดมือกลับมาเอง ขนาดว่า ไม่คิดจะซื้อหนังสืออะไร ก็หมดเกือบพันทุกที แล้วเมื่อไหร่จะอ่านจบจนหมดกองล่ะนี่ ? เหตุที่เบื่อๆ อยากๆ กับการไปเดินงานหนังสือหนนี้ นอกจากจะสงวนทรัพย์ไว้ให้ Yoshiki แล้ว ก็หนังสือที่อ่านไม่หมดนี่แหละ หมู่นี้อ่านหนังสือน้อยจริงๆ (แต่อ่าน webboard เยอะกว่า ^^")

เอาเหอะ! ยังไงก็ไป .... ไปงานตอนบ่าย คนเยอะเหมือนเดิม แต่รู้สึกพวกที่ลากกระเป๋าอพยพหรือแบกเป้หนนี้น้อย เลยไม่ค่อยมีเหตุการณ์เจอกระเป๋าเหยียบเท้าหรือเป้ตบสักเท่าไหร่

โผล่ไปบูธขายหัวเราะ เจอเฮียหมูแห่งขายหัวเราะนั่งแจกลายเซ็นต์พร้อมรูปการ์ตูนสมนาคุณแฟนๆ เฮียหมูนี่ ขวัญใจเราเลยนะ อยากได้มั่ง หันซ้ายหันขวา ว่าจะซื้อสักเล่มเพื่อไปเคลมเอาภาพการ์ตูนจากเฮียหมู แต่ทำไมเบียดๆ กับเรามีแต่เด็กอายุต่ำกว่า 12 ขวบทั้งนั้นฟ่ะ ? อุ้ย! ต่อคิวก็เด็กทั้งนั้น รู้สึกตัวเองแก่เป็นยายขึ้นมาอย่างกระทันหัน ละอายใจชอบกล เลยหลบฉากออกมาค่ะ คิดว่า เดี๋ยวคนซาเราค่อยย่องมาหาเฮียหมูดีกว่า แต่เอ่อ.... สุดท้ายแล้วลืมวกกลับบูธขายหัวเราะไปในที่สุด

แผนที่ปีนี้อ่านไม่รู้เรื่อง อ่านไปก็ไม่มีประโยชน์ (แล้วไปเอามาเพื่อเป็นขยะทำไมนี่ ?) วัตถุประสงค์ คือ มาเดินเล่นอยู่แล้ว แต่ปีนี้เดินโล่งกว่าทุกปี ณ เวลา prime time แบบนี้นะ (4 โมงเย็น - ทุ่มหนึ่ง) บางบูธเงียบเชียว ส่วนบูธมีคุณ วินทร์ เลียววาริณ มานั่งแจกลายเซ็นต์ กำลังยืนมองเล็งๆ แป๊บเดียวแถวยาวแล้ว ตอนแรกก็ตื่นเต้นแหละ เจอนักเขียนชื่อดัง ไปเบียดๆ จะซื้อหนังสือเขาเอาลายเซ็นต์มั่ง แต่พอ second thought ก็ "เฮ้ย... นอกจาก "ศพท้ายรถ" แล้ว เคยอ่านอะไรของเขาอีกเหอะ ?" จะซื้อหนังสือเพื่อเอาลายเซ็นต์อย่างเดียวทั้งๆที่ไม่ได้เป็นแฟนหนังสือเขาจริงๆ สักหน่อย มันดู nonsense ยังไงก็ไม่รู้ สรุปคือ ยืนมองเฉยๆ อีกล่ะ บอกตรงๆ ไม่มีอารมณ์ซื้อหนังสือระดับ pocket book เลย เพราะรู้ตัวดีว่าไม่มีเวลาอ่าน ยังกองอยู่ที่บ้านอีกหลายเล่ม งานนี้ หนังสือไหนไม่คิดจะอ่านตอนนี้ ก็ไม่ซื้อดีกว่า

ปีนี้พบว่า หนังสือ "ดาริน" มาแรงมากๆ ขายทุกบูธ หนังสือบูธแจ่มใสคนยังคงแน่นปึกเหมือนเดิม นิยายแนว "คำสาปฟาโรห์" ไม่ทราบเกิดอะไรขึ้น ฟาโรห์กลายเป็นไอดอล หรือ กลายเป็นผู้ชายที่สาวไทยอยากแต่งงานด้วยมากที่สุดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มีหลายเรื่องใช้ plot หรือ theme แบบนี้เต็มแผงไปหมด !? แต่ถ้าปรับปรุงปกหน่อยก็ดีนะ ดู cheap ยังไงก็ไม่รู้ (ปรับปรุงแล้วก็ใช่ว่าฉันจะซื้ออ่าน ^^")

เจอหนังสือของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่อาจารย์วาดภาพประกอบด้วยค่ะ ที่ร้านขายพวกหนังสือเก่า เป็นหนังสือนิทานชาดก แค่ปกก็สวยกินขาด ไม่กล้าถามราคา กลัวทำใจไม่ได้ .... ช่วงนี้ต้องสงวนเงินค่ะ ฮือๆๆ อาจารย์เคยบอกว่า ของแบบนี้มันต้องประกอบด้วยวาสนาด้วย คิดว่า ถ้ามีวาสนา สักวันต้องได้เป็นเจ้าของนะ!

เดินโฉบไปบูธอัมรินทร์ แปลกแฮะ ปีนี้เข้าถึงบูธได้ ทุกทีชุลมุนเข้าไม่ถึงนะนี่ อยากได้ "อราบัต" แต่ไม่เห็นเอามาขายเลย อาจจะเป็นเพราะไม่ตั้งใจเดินก็ได้ ? บูธบงกชก็โล่งดีแฮะ สงสัยเวลาคนไปกินข้าวกัน ?

ส่วนบูธ Nation ตอนมองๆ หนังสือ ตกใจเสียงแปะๆๆๆๆ เงยหน้ามองเห็นคนตี "มือตบ" ตกใจนึกว่าเขาตบไล่ใครหรือเปล่า ? แต่ดูอีกที ...เฮ้ย! ตบเรียกลูกค้า ..... เข้าใจคิดนะแก! เสียเงินกับ Death Note : Another Note พอดีไม่ค่อยได้ตามข่าว ไม่นึกเลยว่า NED จะใจป้ำทำออกมาจริงๆ แสดงว่า กระแส Death Note ยังดี เฮ้อ!... แต่เรื่อง Bakuman ของ อ.โอบาตะกับสึกุมินี่สิ ไม่โดนเลย

เดินวนสำรวจทั่วทุกบูธแล้ว แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไรเป็นชิ้นเป็นอัน สรุปแล้ว ก็ได้ตามเป้า แค่ตั้งเป้าว่า จะมาซื้อ Jspy ปก Yoshiki แค่นั้นจริงๆ (^^)" ลดตั้ง 20% น่ะ! ที่ซื้อนอกนั้น เรียกว่า ทะลุเป้า! (หมดไปเกือบพัน) ส่วนใหญ่เก็บพวกนิตยสารภาพสวยๆที่ลดเป็น 3 เล่ม 100 อะไรนี่เป็นส่วนใหญ่ ชอบซื้อจนจะล้นบ้านอยู่แล้ว กลุ้ม! คงต้องตัดใจชั่งกิโลขายมั่ง เพราะไม่รู้ไปเก็บไว้ไหน

สรุปแล้ว งานปีนี้ เดินหนเดียว ไม่เดินหนัก เพราะจะเคลียร์หนังสือเก่าให้หมด และสงวนเงินไว้สำหรับ concert X Japan ส่วน pocket book น่าอ่านเยอะ แต่เป็นคนชอบเช่าอ่านมากกว่าซื้ออ่าน เพราะอ่านพวกนี้ จะอ่านแค่หนเดียว และไม่อ่านซ้ำอีก รู้สึกว่า มันเกะกะบ้านถ้าจะซื้อเก็บไว้ เอิ่ม.... คิดแบบนี้ไม่ผิดใช่ไหมนี่ ?