movie

Read At your own Risk.

ไม่ถึงกับสปอยส์ แต่เสี่ยงเอาเองนะคะ 

รีบรีวิว เพราะอาทิตย์นี้จะเป็นอาทิตย์สุดท้ายของการทำงานแล้ว มีอะไรที่ต้องทำอีกเยอะแยะ หยุดยาว 1 อาทิตย์คิดว่าคงไม่แบก Notebook กลับเชียงใหม่ไปด้วย ดังนั้นจะอยู่ในสภาพไร้การติดต่อกับโลกอินเตอร์เนทนะคะ หวังว่าคงไม่มีข่าวอะไรใหญ่โตเวลาเราอยู่ห่างจาก Cyberworld (ข่าวใหญ่ของฉันมีแค่ประกาศคอนฯของ X Japan ไงที่นั่งรอทุกวัน แต่คงไม่มีในช่วงนี้หร๊อก !!! ^^”)



ไปดูด้วยความรู้สึกที่เหมือนบังคับตัวเองให้ไปดู ชอบหนังแฟนตาซีก็จริงแต่เกลียดหนังมุ่งเน้นขาย CG แฟนตาซีกับ CG มันแยกกันไม่ออกก็จริง แต่ไม่ได้อยากดูหนังที่ CG เริ่ดแต่บทเห่ย นับแต่ James Cameron ปล่อยตัวอย่างหนังออกมา นอกจากสร้างกระแสฮือฮาเรื่อง CG ที่แสนจะ Smooth แล้วยังวิพากษ์วิจารณ์กันว่า แค่ปล่อย Teaser ออกมาในส่วนเนื้อเรื่องก็ได้กลิ่นน้ำเน่าโชยหึ่งมาแต่ไกล ทำเอาแฟนๆเดาเนื้อหากันไปไม่ไกลไปจากกันนัก

 

ณ วันนี้ หนังเรื่องนี้ได้ปรากฏแก่สายตาประชาชนแล้ว….

 

  ด้วยศรัทธาใน James Cameron ว่าถึงจะน้ำเน่าแต่ก็ยังเห็นเงาจันทร์ละน่า..... ก็ตัดสินใจไปดู

 

 

 
ดูแล้วพบว่า CG คือพระเอกของเรื่องจริงๆ และเนื้อเรื่องก็เน่าซะไม่มี ....เรียกว่าอ้าปากก็เห็นทะลุไปถึงลำไส้ใหญ่ ไม่หนีจากที่แฟนๆเคยเดามาตั้งแต่เห็น Teaser

 

 


แต่ James Cameron ยังไม่สิ้นลาย ถึงน้ำเน่าแต่ยังเห็นเงาจันทร์จริงๆ เนื้อหาที่ประเภทรักข้ามเผ่าพันธุ์ Underdogs และฮีโร่ผู้กอบกู้โลกของเขายังลงตัวและงดงามอยู่ โดยรวมแล้วหนังสนุกมาก คะแนนเต็ม 10 ให้ 8 หักความที่เนื้อเรื่องเดาง่ายเกินและสูตรสำเร็จเกินไปประกอบเพลงตอนจบไม่ค่อยโดน หนังจบไม่มีใครสนใจนั่งฟังเพลง Theme (ที่ร่ำลือกันว่าเพราะมาก) สักคน (^^)” (สงสัยคนดูอั้นจนไม่สามารถซาบซึ้งกับอะไรได้อีกแล้ว) แต่ฉันก็นั่งฟังนะ เดินออกจากโรงหนังเป็นคนสุดท้ายเลยล่ะ

 


ว่าในส่วนของ CG ก่อน ช่างงดงามอลังการ เนียนสนิทไร้รอยต่อ ทอเต็มผืน หลับสบาย เฮ้ย!!!!.... คือ มันช่างเป็นธรรมชาติ แสดงอารมณ์ได้แจ่มชัด ชัดเจนในแสงสว่างไม่ต้องอาศัยอากาศขมุกขมัวหรือฝนตกทั้งปีทั้งชาติเพื่อพรางความไม่แนบสนิทของ CG  แม้ว่าบางส่วนจะทำให้เชื่อถึงการมีชีวิตของมันได้ยาก แต่โดยรวมก็ถือว่า ตื่นตาตื่นใจกับ CG ที่ทำให้แพนโดร่างดงามเหลือเกิน .....แต่ไม่ตื่นตาตื่นใจกับภาพลักษณ์โลกแพนโดร่าหรอกนะ เพราะเผอิญดู Anime กับเกมส์ Final Fantasy มาเยอะ (^^)”

เนื้อหา ตัดเรื่องรักข้ามเผ่าพันธุ์หรือฮีโร่ผู้มาจากโลกอื่นมากอบกู้โลกนี้ออกไป หนังก็มุ่งเน้นเสนอการรุกรานของทุนนิยมเข้าสู่อนุรักษ์นิยม ชาวโลกที่มีปัญญาเดินทางรอนแรมมาถึงแพนโดร่าเพื่อสินแร่อันที่ไม่ได้บอกว่าจะเอามันไปทำอะไรถึงได้ทุ่มทุนมหาศาลมาถึงที่นี่ ? ถ้าเอามันมาเป็นพลังงาน ก็อยากจะถามว่า แล้วที่แกมีปัญญามาถึงแพนโดร่าและมีเทคโนโลยีไฮโซสุดหรูหราสะดวกสบายนี่ มันได้พลังงานมาจากอะไรฟ่ะ ?!  แล้วมนุษย์ที่มีปัญญาข้ามอวกาศมาถึงดาวเคราะห์แห่งนี้และสร้างอณานิคมที่ดูแล้วก็อยู่สบายพอสมควร นั่งๆนอนๆ รอให้ชาวนาวีย้ายบ้านไม่ไหว ก็เปิดฉากไล่เจ้าที่เอาแร่โดยไม้แข็งอย่างเหี้ยมโหด ชาวนาวีจึงต้องลุกขึ้นสู้ ชักจะจับจุดหนังของ Cameron ได้แล้วว่าจะต้องมาระเบิดภูเขาเผากระท่อมกันท้ายเรื่องนี่เอง

 


แม้ว่าตัวร้ายของ Avatar นี้ดูเหมือนเดินออกมาจากการ์ตูน คือแบนแต๋ดแต๋ไร้มิติ ฝั่งพระเอกก็ทั้งเก่งทั้งเฮงเหลือเกิน จนแทบอยากจะถาม Cameron ว่า “Have you written this story when you were 15 years old ?” ……จะว่าไปหนังจบแล้วก็สบายใจดีค่ะ ไม่ค้างคาใจเหมือน Titanic แต่ถ้ามองโดยเอาความเป็นจริงเข้าไปจับเนื้อหา ก็ชวนให้น่าสงสัยอยู่เหมือนกันว่าโลกของเราใน ณ ยุคนั้น อยู่กันอย่างไร ?  เท่าที่รู้จากหนังคือไม่มีต้นไม้สีเขียวเลยสักต้น และมีตลาดหุ้น แต่จะมีรัฐบาลหรือสหประชาชาติไหม ? และมีพวก NGO หรือ Green Peace หรือเปล่า ? แหม๊....อยู่ดีๆยกกองกำลังไปขุดแร่ ไล่ยิงเจ้าของที่เขาเฉยเลย ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าเราพบโลกที่อุดมสมบูรณ์มากมายขนาดนี้ เราน่าจะมองอะไรมากกว่าแร่ๆๆๆๆๆๆ เงินๆๆๆๆๆๆ นะ แน่ล่ะ! อาจจะไม่ใช่คนกลุ่มนี้ แล้วคนกลุ่มอื่นที่อยู่บนโลกล่ะ ? นอกจากคนพวกนี้แล้วไม่มีใครมีเทคโนโลยีหรือเงินทุนมากพอจะเดินทางมาแพนโดร่าเลยหรือ ? หรือมาแล้วจะวุ่นวายกว่าเก่าก็ไม่รู้ ? …. แล้วตอนจบ แน่ใจได้อย่างไรว่าพวกที่ไล่กลับไปจะไม่กลับมาพร้อมกำลังที่มากกว่าเก่า ??!? …….คิดเล่นๆน่ะค่ะ (^^)”

 

 


ตอนที่ดู Preview ของ Avatar มีทีมงานคนหนึ่งพูดว่า Avatar คือการปฏิวัติวงการภาพยนต์ จนมาได้ดูแม้จะไม่ใช่ 3มิติ ฉันก็เข้าใจในทันที ด้วยเทคนิค CG ที่ละเอียดลออในการสร้าง Character คล้ายมนุษย์ที่สามารถแสดงอารมณ์ได้  แม้จะยังไม่ไปถึงมนุษย์ ทำให้ชวนคิดว่า จากนี้ไปนักแสดงอาจจะมีฐานะเป็นแค่เงาของ CG ก็ได้ อีกหน่อยคงพัฒนาจนสามารถสร้างมนุษย์ CG ที่นุ่มนวลราวกับมีตัวตนอยู่จริงๆ อ่า...นึกถึงหนังเรื่อง Simone ขึ้นมาแล้วนะนี่ !

สรุปแล้วหนังสนุกมากค่ะ แนะนำให้คนอื่นไปดูได้ไม่อายปากเลย

 ข้อคิดของหนัง (ไม่ใช่ของฉัน)
-    ทุนนิยมนั้นชั่วร้ายทำลายทุกสิ่ง
-    อนุรักษ์นิยมย่อมได้รับชนะในที่สุด
-    ธรรมชาตินั้นคือชีวิต จังหวะคอยลิขิตให้ชีวิตก้าวไป
-    สิ่งศักดิ์สิทธิมีจริงนะเธอว์
-    New Zealand คือดินแดนในฝันของคนทำหนังแฟนตาซี 

ป.ล. รอ Battle Angel : Alita หรือ Gummu อยู่นะเฟร้ย ไหนบอกจะสร้างไง รอมาเกือบ 8 ปีแล้ว !!!!

edit @ 21 Dec 2009 09:31:35 by glinda a.k.a. ~pride~

 


 

วันนี้ไปแปะขอดู GOEMON กับกลุ่มของคุณต้อยติ่งและคุณ Staybeautiful ค่ะ เผอิญว่าด้วยการสื่อสารติดขัดนิดหน่อย เลยทำให้เราไปถึงตอนบ่ายโมงกว่าๆ จัดการซื้อตั๋วเรียบร้อยด้วยความกลัวจะไม่ได้ดูจัด คือ โรงมันเล็กกลัวคนเต็มแล้วต้องไปดูหน้าจอ ปวดคอและสายตาอย่างแรง (แหม.... หนังเรื่องนี้จะมีเหตุการณ์อย่างนั้นได้เรอะ ?)  หลังจากซื้อตั๋วเสร็จก็ไปร้านคิโนคุนิยะที่สยามพารากอน แล้วก็ lost อยู่แถวๆนั้นค่ะ ดีที่คุณต้อยติ่งโทรตาม กว่าจะดึงตัวหนึบออกจากร้านก็เกือบเลยเวลานัด

ต้องขอบคุณคุณ Staybeautiful ที่หอบสมบัติมาให้ชม ถึงได้รู้ว่า pamphlet ของ X มันช่างเล่มใหญ่หรูหราอลังการณ์ และมีโอกาสได้ชมรูปถ่ายสุสานคุณพ่อของโยชิกิและบ้านของโทชิและโยชิกิ แอบคิดว่าบ้านของโทชิดูใหญ่โตโอ่อ่ากว่าบ้านของโยชิกิเสียอีกด้วยนะ ขอบคุณที่อุตส่าห์หิ้วมาให้ดูนะคะ m(_ _)m

มาถึงตัวหนังกันบ้าง

 

 handbill หนังค่้า

ไม่นึกเลยว่าหนังจะเป็นแบบนี้ นึกว่าจะได้ดูหนังโบราณญี่ปุ่นออกแนว CG สนุกๆแบบจอมโจรโชแปง แต่กลายเป็นหนังแอคชั่นดราม่า-แฟนตาซี ภาพโดยรวม หนังสนุกกว่าที่คิดมากค่ะ แบบว่า เดินเรื่องฉับไวไม่วิ่นเว้อ มุมกล้องสวยและแปลกใหม่ดี ดูแล้วล้ำสมัยมาก ความลื่นไหลของบท ฉากแอคชั่นที่ดุเดือดฉับไวมีมุมกล้องหลากหลาย รู้สึกไม่เหมือนหนังญี่ปุ่นทั่วๆไปที่จะเนิบนาบ เชื่อช้า บทขาดๆเกินๆ ดูทีไรต้อง “เอ๊ะ?!” เสมอ เคยคิดเสมอว่า ถ้าญี่ปุ่นทำหนังได้สนุกพอๆกับทำอนิเม หนังญี่ปุ่นจะบุกตลาดได้ดีพอๆกับอนิเมบุกตลาดโลกเลย ผู้กำกับคิริยะเป็นนักทำหนังญี่ปุ่นรุ่นใหม่ไฟแรงที่กำลังทำให้หนังแอคชั่นญี่ปุ่นเป็นอย่างนั้น นอกจากฉากแอคชั่นและ CG ที่ไม่ขี้เหร่แทบจะพอๆกับ The Matrix และ 300 แล้ว ยังจะขายวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นแบบน่าสนใจมาก ที่ประทับใจคือ คอสตูมชุดญี่ปุ่นประยุกต์และเมคอัพที่แต่งหน้าได้ดูสมจริงและออกแฟนตาซี เห็นฝรั่งเข้ามาดูเรื่องนี้พอสมควรด้วยน่ะ และสกอร์เพลงประกอบภาพยนตร์เพราะมากค่ะ อลังการณ์เข้ากับหนังมากๆ หลังๆมานี้รู้สึกว่าหนังญี่ปุ่นมีสกอร์ซาวด์แทรคที่ลงตัวมาก

ต่อไปจะเป็น review แบบ spoil แล้วนะ ใครไม่อยากถูก spoil อ่านข้ามนะคะ

หนังเล่าเรื่องจอมโจร Goemon ที่มีชีวิตอยู่แบบขโมยคนรวยแจกคนจนในยุคเซงโงกุ ยุคที่ประกอบด้วยผู้ยิ่งใหญ่ โอดะ โนบุนางะ ฮิเดโยชิ โตโยโตมิ และโทกุกาวะ อิเอยาสึ แต่แล้ววันหนึ่ง ชะตาลิขิตให้เขาบังเอิญไปโจรกรรมบ้านเศรษฐีได้กล่อง “แพนโดร่า” ซึ่งเจ้ากล่องนี้ได้ซ่อนความลับชนิดแผ่นดินแตกลุกเป็นไฟขึ้นมา มันซ่อนความลับว่าใครที่มีส่วนในการสังหารโนบุนางะ และความลับอันนี้ได้ดึงตัวโกเอม่อนเข้าสู่วงวนของความรักความแค้น อดีต มิตรภาพ และสุดท้าย คือ ความตาย

เนื่องจากหนังเล่าเรื่องด้วยการใส่แฟนตาซีอย่างสุดกู่ แต่ยังไม่มากพอที่จะแฟนตาซีชนิดมีมังกรพ่นไฟ ยังเป็นแฟนตาซีที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงอยู่สูง ให้ฮิเดโยชิเป็นผู้ร้ายเต็มตัว แทนที่เราจะเห็นฮิเดโยชิเป็นผู้ครองแผ่นดิน แต่ภาพผู้นำบ้าๆบอๆ โหดเหี้ยม ฉลาดแกมโกง และมีภาพเหมือนผู้นำแก๊งค์ยากูซ่ามากกว่าผู้ปกครองอยู่ท่ามกลางการแก่งแย่งชิงอำนาจและความพร้อมที่จะทรยศหักหลังจากคนรอบข้าง

หนังเก็บรายละเอียดดี เล่า background เบื้องหลังตัวละครแต่ละตัวได้ดีแบบทุกเม็ด และดีตรงที่การเล่าความหลังของตัวละครไม่ทำให้หนังอืดอาดยืดยาดน่าเบื่อแต่อย่างใด แม้หนังจะออกแนวยกย่องเชิดชูโนบุนางะไปหน่อย (แบบคนดีผู้ถูกหักหลัง) ส่วนที่เหลือ CG ช่วยเพิ่มความเว่อร์ให้กับฉากบ้านเมืองแบบแฟนตาซียิ่งใหญ่อลังการณ์และผู้คน กองทัพ (ที่ทำให้เยอะอย่างกะหนอน จนสงสัยว่าบ้านเมืองนี้คนออกลูกทีละคนหรือทีละโหล อะไรจะคนแน่นขนาดนั้น )


โกเอม่อน – โจรผู้โจรกรรมคนรวยแจกคนจน แอบกรี๊ดโกเอม่อนตอนเป็นวัยรุ่น หน้าใสละอ่อนน่ารักจังเลย แต่พอมาเป็นวัยผู้ใหญ่แล้วให้ภาพหนุ่มมาดเซอร์ ขี้เล่นแต่มีความจริงแล้วจริงจังกับชีวิตมากมาย มีความรักกับหญิงสูงศักดิ์ผู้เป็นหลานสาวของโนบุนางะ แต่เดิมนั้นโกเอม่อน คือ บุตรขุนนางบ้านแตกที่โนบุนางะช่วยชีวิตไว้และกลายมาเป็นนินจาของโนบุนางะนั่นเอง และเมื่อสิ้นโนบุนางะแล้ว โกเอม่อนก็ใช้ชีวิตอย่างอิสระไม่รับใช้ใครอีก จนค้นพบความลับในกล่องแพนโดร่าที่นำพาอดีตอันปวดร้าวและอนาคตที่มองไม่เห็นมาสู่เขา

ไซโช – นินจาเพื่อนรักเพื่อนแค้นของโกเอม่อน  เป็นนินจาที่เติบโตมาพร้อมโกเอม่อน เมื่อสิ้นโนบุนางะแล้วเขากลับเลือกวิถีรับใช้นายใหม่เพื่อหวังจะมีชีวิตในโลกแห่งแสงสว่างคือ การเป็นซามูไร เขาจึงกลายเป็นศัตรูทางการทำงานกับโกเอม่อนแต่นั้นมา

มัตสึนาริ – ขุนพลคนหนึ่งของฮิเดโยชิผู้จ้องจะยึดอำนาจเมื่อนายเผลอ ข้อดีของอีตานี่คือ เท่ห์..... …. ไม่รู้สินะ... ชอบคนบุคลิกเย็นชาแบบนี้ แต่เสียอย่าง อิตอนออกรบ ไหงพี่แกไม่ยักกะใส่ชุดเกราะเหมือนชาวบ้านเขา ....แหม เท่แต่ไม่ปลอดภัยนะคะ แล้วไงล่ะ .... กลับบ้านเก่าเลย เฮอะ! (หนังมันจะยาวกว่านี้ไม่ได้แล้วเฟร้ย!)

 

 

แปะรูปมัตสึนาริด้วยความเสน่ห์หา ไม่รู้ผกก.คิริยะมีอะไรกับท่านมัตสึนาริ ประหยัดงบคอสตูมแกจัง ทั้งเรื่องให้แกใส่อยู่ชุดเดียว ... เคือง!

 โทกุกาว่า อิเอยาสึ – 

ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมีคำเปรียบเทียบ 3 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเซงโงกุว่า “ถ้านกไนติงเกลไม่ร้องเพลง โนบุนางะจะฆ่ามันเสีย, ถ้านกไนติงเกลไม่ร้องเพลง ฮิเดโยชิจะบังคับให้มันร้องเพลง, ถ้านกไนติงเกลไม่ร้องเพลง อิเอยาสึจะรอจนกว่ามันจะร้องเพลง”

ข้อเสียของการเป็นหนังอิงประวัติศาสตร์อย่างแรง คือ การที่มันดิ้นข้อเท็จจริงไปไม่ได้มากนัก อิเอยาสึในหนังแฟนตาซีฉบับโกเอมอนก็ไม่ได้หลุดคอนเชป์นี้ไปสักเท่าไหร่นัก เราจึงได้เห็นอิเอยาสึผู้สุขุมนุ่มลึก ร้ายเงียบและเปี่ยมด้วยความอดทน ดูไปแล้วในความบ้าคลั่ง มีเพียงอิเอยาสึที่สงบนิ่ง รอคอยอย่างอดทนและนำพาตัวเองไปสู่อำนาจในที่สุด
 
ชาช่า – หลานสาวของโนบุนางะ หญิงสาวสูงศักดิ์ที่เป็นที่หมายปองของฮิเดโยชิ และเป็นยอดดวงใจของโกเอม่อน แอบคิดว่าบทของเธอถูกเติมเข้ามาเพื่อไม่ให้หนังวิถีลูกผู้ชายนี้แข็งกร้าวเกินไปนัก ยังมีอะไรนุ่นมวลสวยๆงามๆเบรกความรู้สึกบ้าง แต่ในส่วนเนื้อหา รู้สึกบทของเธอแทบจะไม่มีประโยชน์เลย (ฮา)  ได้แต่ผู้หญิ๊ง ผู้หญิงตลอดเรื่อง (คือทำอะไรไม่ได้มากนอกจากนั่งๆ ยืนๆ เดินๆ อยู่ข้างตัวร้ายหรือพระเอก บทจะสู้ก็ได้ไม่เกิน 3 วิ )

 

 เพ่---- เพ่ทำหนูผิดหวังมาก หนูนึกว่าพี่จะมีบทสำคัญนะนี่ อุตส่าห์โผล่มาใน Teaser อย่างเท่....

โดยรวมแล้ว ดราม่า-แอคชั่นอย่างเข้มข้น แฟนตาซีเป็นส่วนเสริมความเว่อร์เท่านั้น อย่างฉากบู๊ของเหล่านินจา 5 คนที่บุกถล่มปราสาทของฮิเดโยชิเสียย่อยยับ (ดูแล้วร้องโอ้โหในความเทพของท่านนินจาและพระเอก) พระเอกที่หนังเหนียวอิ๋บอ๋าย แต่มาตายกับมีดเท่าไม้จิ้มฟันจิ้มพุง ฉากแฟนตาซีที่ยังกระโดดบ้างเป็นบางครั้ง แต่ยังคุมแสงเงาดี ให้ภาพที่สวยสดงดงามอลังการณ์

และหนังจบลงอย่างซาบซึ้ง ลุ้นเพลง ROSA มากว่าจะโผล่ตอนไหน แอบหวังเล็กๆว่าจะโผล่ปิดเรื่องโดยไม่รอให้จอดำมืดไปเสียก่อน แต่สุดท้ายแล้ว ก็โผล่ตอนที่จอดำแล้วนั่นเอง แต่เดิมมาทราบมาว่า ผกก.คิริยะยกเพลงธีมซองให้โยชิกิชนิดที่ว่า เปิดอิสระให้โยชิกิทำเต็มที่โดยไม่สนว่ามันจะเข้ากับหนังหรือไม่ ขอให้โยชิกิทำเหอะ เราก็อยากจะรู้ว่ามันจะเข้ากับหนังไหม ? พอดูหนังทั้งเรื่องจบแล้ว ก็คิดว่าเพลงธีมซองเข้ากับหนังดีจังค่ะ หนังมีภาพนกเหยียวบินร่อนถลาอย่างอิสระบนท้องฟ้าออกมาหลายครั้ง ตอนที่เพลงนี้ออกมาแล้วได้ฟังโดยไม่ได้ดูหนัง ฉันเคยบอกว่า ฟังเพลงนี้ทีไร รู้สึกกำลังบินอยู่บนท้องฟ้า..... ไม่รู้คิดเข้าข้างตัวเองหรือเปล่า ? เมื่อดูหนังนี้จบแล้ว รู้สึกว่า ROSA สื่อถึงความอิสระของโกเอม่อน ความอิสระที่ยังปรารถนาการโอบอุ้มจากคนที่รัก ตอนเห็นชื่อโยชิกิขึ้นมา ก็เฮในใจเงียบๆ แต่แอบน้อยใจน้า.... ไม่มีใครอยู่ฟังเพลงจนจบเลยนอกจากกลุ่มเราและสามีภรรยาคู่หนึ่งเท่านั้น

 

 ผู้กำกับคิริยะ คาซูอากิและโยชิกิ  เห็นทั้ง 2 นี้บอกว่า สนิทกันมากค่ะ ตามประสาญี่ปุ่นพลัดถิ่นไปทำงานปักหลักอยู่ที่ LA (คิริยะซังคนนี้แหละค่ะ อดีตสามีของ Hikaru Uteda รูปหล่อนะนี่ )

ผู้กำกับคิริยะนับว่าเป็นผู้กำกับรุ่นใหม่ไฟแรง มีมุมมองที่แปลกใหม่และเป็นอิสระ รู้มาว่าเขาอยู่ใน LA เหมือนโยชิกิด้วยเรื่องงาน อาจจะทำให้ผกก.คิริยะมีมุมมองที่ไม่ยึดติดกับขนบของหนังญี่ปุ่นและสามารถผลิตงานที่สลัดข้อด้อยของหนังญี่ปุ่นที่เน้นความเนิบนาบไปสู่ความฉูดฉาดในอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้ และรู้สึกว่างานชิ้นนี้ของเขามีความเป็นสากลสูง นี่ถ้าไม่บอกว่าเป็นหนังญี่ปุ่น คงคิดว่าเป็นหนังจากฝั่งฮ่องกงโดยผู้กำกับฉีเคอะหรือจอห์น วูแน่เลย

สรุปแล้ว หนังสนุก เพลงเพราะ ดูสนุกมากค่ะ (เพราะไม่คาดหวังมากไปกว่าไปฟังเพลง VIOLET UK ก็ไม่รู้ ?) ถ้านั่งดูกับจอคอมพิวเตอร์หรือทีวีธรรมดา คุณจะไม่เข้าใจความอลังการณ์ของ CG ที่หนังบรรจงสร้างเลยว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดไหน!

ป.ล. ขอบคุณคุณ Staybeautiful ที่ให้เราได้จับหางน้อง YOSHIKITTY .... มันเขี้ยวมากเลย 

ป.ล. 2 ไม่รู้วันนี้เป็นอะไร up blog ที่ exteen ยากมาก จัดหน้าไม่ค่อยได้เลย เสียเวลามาก... พอแระ ขี้เกียจแก้แล้ว....

ป.ล. 3 ดูหนังแบบอยู่ไม่อยู่สุข เพราะอั้นฉิ้งฉ่องไว้เกือบทั้งเรื่อง จะลุกไปก็เสียดายหนัง ออกมาแทบเป็นง่อย เจ็บหลังไปหมดเลยค่ะ กลัวไตดักเสบจังเลย

edit @ 22 Nov 2009 22:53:13 by glinda a.k.a. ~pride~

edit @ 23 Nov 2009 08:57:03 by glinda a.k.a. ~pride~